Home อื่นๆ Insurance เปิด 10 อาชีพที่ควรทำประกันรถยนต์ชั้น 1 เหตุจากสถิติอุบัติเหตุสูงสุด

เปิด 10 อาชีพที่ควรทำประกันรถยนต์ชั้น 1 เหตุจากสถิติอุบัติเหตุสูงสุด

ใครทำงานอะไร ประเภทไหนเสี่ยงสุด มาดูกัน

แน่นอนว่าอาชีพที่แต่ละคนกำลังทำกันอยู่นั้น ไม่ได้เป็นตัวชี้นำว่า นิสัยใจคอของแต่ละคนเป็นอย่างไร แต่มันอาจเป็นตัวบ่งชี้ให้กับบริษัทประกันแต่ละบริษัทเกี่ยวกับความสามารถในการขับรถยนต์ และในอนาคต อาชีพของแต่ละคนที่ทำกันอยู่นั้นอาจเป็นตัวกำหนดราคาเบี้ยประกันรถยนต์ได้ และการเคลมประกันรถยนต์ในแต่ละปีในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงกว่า  7.6 ล้านล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 20,000 กว่าบาทต่อคน แต่สำหรับในประเทศไทยนั้นอาจมีมูลค่าสูงหลักพันถึงหมื่นล้าน ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่บริษัทประกันต้องคำนึงถึง เพราะเม็ดเงินจำนวนมากถูกเสียไปในการเคลมของผู้ขับขี่รถยนต์

ดังนั้นการมานั่งดูตัวเลขการเคลมประกันของลูกค้าที่ทำประกันรถยนต์ เพื่อจะเพิ่มราคาเบี้ย เป็นทางออกอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นทางหลักของบริษัทประกัน (อ่านต่อ บริษัทประกันรถยนต์คำนวณเบี้ยอย่างไร?) เค้าจึงมีการดึงข้อมูล กลุ่มอาชีพ ที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการขับขี่รถยนต์ รวมถึงอายุ และเพศด้วย (เนื่องจาก เพศเป็นปัจจัยหนึ่งของการคำนวณเบี้ย) ซึ่งข้อมูลที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นข้อมูลมาจาก Insurify จากอเมริกา

วิธีการเปิดเผยข้อมูล อุบัติเหตุ ตามสายอาชีพ

บริษัท Insurify เค้ามีการเปิดให้ลูกค้าเข้ามาเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์ และตอบคำถามเกี่ยวกับการทำประกัน เช่นประวัติการขับรถ ประเภทรถยนต์ ยี่ห้อ และข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะได้เบี้ยประกันที่ถูกต้องที่สุด และข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพของผู้ขับก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งข้อมูลด้านล่างนี้ มาจากการรับประกันลูกค้ามากกว่า 1.4 ล้านคัน และเป็นระยะเวลา 7 ปีที่เค้ามีการเก็บข้อมูลมา โดยที่ลูกค้าแต่ละคนแต่ละสายอาชีพ จะมีการแจ้งประวัติการเคลม ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ อันเป็นที่มาของ การจัดอันดับอาชีพ หรือสายอาชีพที่มีการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด ทั้งหมด 10 อันดับ ดังต่อไปนี้ และอาชีพเหล่านี้ ควรทำประกันรถยนต์ชั้น 1 เอาไว้เลยทีเดียว

10 อันดับ 10 นักลงทุน นายธนาคาร

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 37.43%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 389,610 คน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 3 ล้านกว่าบาทต่อปี

รั้งอันดับท้ายสุด นั่นก็คือเป็นอาชีพที่มีการขับขี่รถยนต์ และเกิดอุบัติเหตุได้น้อยที่สุด ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า นักลงทุน นายธนาคารนั้น มองตัวเลขทั้งวัน ทำงานดึก ทำงานไม่เป็นเวลา และ 1 ใน 3 ของคนทำอาชีพนี้ ทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อวัน

9 อันดับ 9 นักกายภาพบำบัด

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 37.59%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 103,300 คน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อปี

รวมถึงนักกายภาพที่ช่วยบำบัดอาการทางร่างกายของแต่ละคนด้วย ในอเมริกา คนที่ทำอาชีพนี้ ต้องเดินทางไกล เพื่อไปกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วย  และการเดินทางไกลๆ แบบนี้ ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่า

8 อันดับ 8 พนักงานเสริฟ

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 37.83%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 2.5 ล้าน คน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 750,000 บาทต่อปี

พนักงานเสริฟในร้านอาหาร ก็มีความเสี่ยงเป็นอันดับที่ 8 ที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จากการขับรถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากพนักงานเสริฟ ทำงานไม่เป็นเวลา และ บางครั้ง ต้องทำงานหลายๆที่ด้วย

7 อันดับ 7 อาชีพที่เกียวกับเหล็ก โลหะ

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 37.88%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 1.8 ล้าน คน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อปี

อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มาเป็นอันดับ 7 ที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้สูงสุด อาชีพนี้เกี่ยวกับช่างเหล็ก โลหะ ช่างเชื่อมเหล็ก ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า เชื่อมเหล็กจนสายตาเสื่อมสภาพ หรือ ต้องทำงานหนักเกี่ยวกับเหล็กทำให้อ่อนล้า และเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่า

6 อันดับ 6 พนักงานขาย

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 38.26%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 14.5 ล้าน คน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อปี

ใครเป็นเซลอยู่ต้องเข้าใจ ไหนจะต้องเข้า office ไหนจะต้องหาลูกค้า present งาน รับโทรศัพท์วุ่นวาย เพราะพนักงานขายเป็นอาชีพที่จะต้องอยู่ไม่สุข คือต้องเดินทางไปหาผู้คนตลอดเวลา และเสี่ยงกับอุบัติเหตุติดอันดับ 6 ของ list นี้

5 อันดับ 5 ช่างเดินสายไฟ สายโทรศัพท์

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 38.27%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 6 แสนกว่าคน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 1.8 ล้านบาทต่อปี

จริงๆ Percent ไม่ค่อยต่างจากพนักงานขายเท่าไหร่ แต่ก็จัดอยู่อันดับ 5 เพราะช่างไฟ ช่างเดินสายไฟ สายโทรศัพท์ ต้องทำงานอยู่บนถนนเกือบตลอดทั้งวัน และต้องมีการขับรถ จึงมีความเสี่ยงและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดอีกอาชีพหนึ่ง

4 อันดับ 4 นักข่าว

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 38.31%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: เกือบๆ 4 หมื่นคน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อปี

แน่นอนว่า นักข่าว ผู้สื่อข่าวต้องเดินทางไปทำงานไม่เป็นเวลา และต้องเดินทางไปหาข่าวตลอดเวลา การเกิดอุบัติเหตุ นั้นง่ายกว่า และมีความเสี่ยงที่มากกว่า ใน 7 ปี ที่ผ่านมา

3 อันดับ 3 พนักงานชงเครื่องดื่ม (Bartender, Mixologist)

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 39.07%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 6 แสนกว่าคน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 6 แสนบาทต่อปี

นักชงเครื่องดื่ม หรือที่เราเรียกว่า บาร์เทนเดอร์ นั่งอยู่ตรงอันดับที่ 3 ของทั้งหมด และมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์ค่อนข้างมาก อันนี้เค้าคาดว่า Bartender ได้รับความกดดันจากงานที่ทำค่อนข้างมาก เช่นอาจจะฟังเรื่องราวเครียดๆของลูกค้า และมักทำงานดึก

2 อันดับ 2 ตากล้องทีวี

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 39.88%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 2 แสนกว่าคน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อปี

เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำทั้งหมด ช่างภาพ ตากล้อง ช่างเครื่องเสียง ฯลฯ ซึ่งโดยมากการถ่ายทำใช้ระยะเวลานาน ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สายตากับกล้อง ฯลฯ ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ

1 อันดับ 1 ผู้จัดการ Fitness club

เปอร์เซ็นต์ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับรถ: 44.83%
จำนวนผู้ทำงานในสายอาชีพนี้: 16,150 คน
เงินเดือนเฉลี่ย (ในอเมริกา): ประมาณ 2.7 ล้านบาทต่อปี

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่สถิติที่ได้มานั้น ผู้จัดการสาขา fitness เป็นอาชีพที่เสี่ยงอุบัติเหตุมากที่สุด และเป็นผู้ขับรถที่แย่ที่สุด เพราะกระโดไปถึง 44% กว่าๆ เกือบๆ 45% เลยทีเดียว และนี่เป็นสถิติจาก 7 ปีที่ผ่านมาซะด้วย


ข้อมูลทั้งหมดนี้ ได้มาจาก TDN.com ซึ่งเป็นข้อมูลจากผู้ประกอบอาชีพในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่รวมยุโรปหรือแม้กระทั่งคนไทยเอง ดังนั้น ความคลาดเคลื่อนในเรื่องสถิติอาจต้องมี อย่างไรก็ดีการมีรถยนต์ก็ควรต้องมีประกันรถยนต์ เช่นเดียวกันกับเมื่อมีร่างกายก็ต้องทำประกันสุขภาพนั่นเอง การทำประกันรถยนต์เอาไว้ เป็นสิ่งที่พึงกระทำ เพราะแม้ว่าไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ แต่ประกันก็ยังสามารถช่วยแบ่งเบาภาระเมื่อเกิดเหตุได้นั่นเอง

อื่นๆเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์

Exit mobile version