Home อื่นๆ Insurance อธิบาย 5 ประเภทประกันรถยนต์ ง่ายๆ สำหรับมือใหม่หัดทำประกัน

อธิบาย 5 ประเภทประกันรถยนต์ ง่ายๆ สำหรับมือใหม่หัดทำประกัน

ทำประกันรถทุกปี เคยรู้กันบ้างมั้ย?

หากคุณเป็นคนที่ทำประกันสุขภาพมา คุณก็จะรู้ว่ามีประกันหลักๆสองแบบคือ แบบที่ต้อง แอดมิท โรงพยาบาลถึงจะเบิกเงินได้ และแบบที่สามารถเบิกได้ถ้าเป็นผู้ป่วยนอก แต่ประกันรถยนต์ (motor insurance) จะมีรายละเอียดที่มากกว่านั้น เพราะมันครอบคลุมถึงตัวรถยนต์ด้วย การเกิดอุบัติเหตุด้วย การดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้น เมืองไทยบ้านเราจึงมีการแยกออกเป็น ประกันชั้น 1 ชั้น 2 ฯลฯ ไปเรื่อยๆ และยังมี พรบ. ที่ต้องให้ซื้ออีกต่างหาก ซึ่งคนที่เป็นรุ่นเก๋าแล้ว จะเข้าใจเพราะผ่านมาเยอะ แต่สำหรับคนที่พึ่งจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์ หรือไม่เคยซื้อประกันเอง ไม่เคยเช็คเบี้ยประกันเอง จะไม่มีทางเข้าใจได้เลย ดังนั้น เรามาตอบข้อสงสัยกันดีกว่า ว่า ประกันรถยนต์เนี่ย มันมีกี่ประเภท กี่แบบ กี่แบบย่อย จะได้หายสงสัยกันซักที

1ประกันรถยนต์ ที่รับผิดชอบต่อผู้เสียหาย (ที่ไม่ใช่รถเราเอง ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ทำประกัน)

มันคือการทำประกันรถยนต์ ที่ ทำให้เจ้าของรถอุ่นใจ ที่ว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทางบริษัทประกันจะช่วยจ่าย ค่าเสียหายให้กับคู่กรณี เมื่อคุณขับรถยนต์และเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้คนอื่นเสียหาย เดือดร้อน พูดง่ายๆคือ ถ้าชนแล้ว ใครเจ็บ ใครป่วย ใครเสียทรัพย์สิน ประกันเค้าจะจ่ายให้ นั่นแหละ โดยแบ่งออกเป็นสองแบบหลักๆคือ

  • ความเสียหายทางร่างกาย ภาษาอังกฤษ คือ Bodily injury liability coverage หรือ BI – ประกันรถยนต์ ทุกตัวจะต้องมีการรับประกัน ความเสียหายทางร่างกาย เช่น แขนขาหัก ตาบอด พิการ ตาย ฯลฯ ซึ่งเป็นพื้นฐานของประกันรถยนต์ ทุกตัวที่จะต้องมี  หากคู่กรณี (คนที่เราทำให้เเค้าเดือดร้อน) ต้องสูญเสียอวัยวะ ป่วย เสียชีวิต อันนี้ ประกันเค้าก็จะจ่ายให้นั่นเอง
  • ความเสียหายทางทรัพย์สิน ภาษาอังกฤษคือ Property Damage หรือ PD – หากคุณขับรถไปชน ต้นไม้ของหลวง ป้ายบอกทาง บ้านคน รถของชาวบ้าน อันนี้ก็คือความเสียหายทางทรัพย์สิน และเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นเท่านั้น

แต่อย่าพึ่งดีใจไป ไม่ใช่ว่า หากความเสียหายเกิดขึ้น แล้วบริษัทประกันรถยนต์ เค้าจะจ่ายให้คุณทั้งหมด เค้าจะมีระบุลงไปในสัญญา (ที่เรียกว่า กรมธรรม์ประกันรถยนต์) ว่าเค้าจะสามารถชดเชยให้คุณได้เท่าไหร่ อย่างไร และสำหรับอุบัติเหตุแบบไหน กี่บาท

2ประกันรถยนต์ ที่ครอบคลุมรถของเราเอง

หากรถยนต์ของคุณ ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายของรถคุณเอง อันนี้ เป็นประกันรถยนต์ที่ จะครอบคลุม ความเสียหายของรถยนต์ของคุณ โดยเค้าจะจ่ายค่าซ่อม เครื่องยนต์ ตัวถัง กระจก ของแต่ง (หากมีประกันไว้) โดยจะถูกแบ่งเป็นสองประเภทคือ

ความคุ้มครองเมื่อรถชน (Collision Coverage) – อันนี้บริษัทประกัน เค้าจะจ่ายให้ โดยไม่ได้กำหนดไว้ว่า ใครทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่นเราอาจจะเป็นฝ่ายผิด เค้าก็จ่าย ค่าซ่อมรถให้ ตามกรมธรรม์ แต่ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก นั่นเอง

ความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งหมด (Comprehensive Coverage) – เป็นส่วนเสริมของประกันรถยนต์ (เช่นพวก 2+ 3+ ไม่นับประกันชั้น 1 เพราะประกันชั้น 1 มันครอบคลุมหมดทุกอย่าง) ส่วนเสริมเช่น พวกประกันรถยนต์ไฟไหม้ รถยนต์จมน้ำ รถหาย ฯลฯ

ประกันชั้น 1, 2, 3 และ 2+ 3+ มันคุ้มครองอะไรบ้างหล่ะ? (ขออธิบายง่ายๆ)
ประเภทประกันรถยนต์ คุ้มครองคู่กรณี คุ้มครองรถยนต์ คุ้มครองคนในรถ
ทรัพย์สิน บุคคล รถหาย ไฟไหม้ รถชน รถชน ค่ารักษา คนขับ
ประกันรถยนต์ชั้น 1  √  √  √  √  √  √  √  √
ประกัน 2+  √  √  √  √  √X  √  √  √
ประกันชั้น 2  √  √  √  √  √  √
ประกันชั้น 3+  √  √  √X  √  √  √
ประกันชั้น 3  √  √  √  √  √
ประกันชั้น 4  √

เครื่องหมาย √X นั้น ทางประกันจะจ่ายต่อเมื่อ รถชนกับรถ (พาหนะทางบก) หากขับรถไปชนเรือ หรือ ขับรถไปชนเครื่องบิน ฯลฯ ประกันไม่คุ้มครอง


ประกันรถยนต์ชั้น 1

โดยมากแล้ว ประกันรถยนต์ชั้น 1 จะมีราคาแพงที่สุด คือตั้งแต่หลักหมื่นบาทขึ้นไป และจะครอบคลุมถึงทุกเรื่อง ทุกสิ่งอย่าง ซึ่งบางบริษัทประกันรถยนต์ เช่น Tip Lady (ทิพยเลดี้) เป็นประกันชั้น 1 สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ โดยที่จะครอบคลุมเรื่อง กระเป๋าแบรนด์เนมที่เอาไปไว้ในรถด้วย และบริษัทประกันรับผิดชอบให้ หากเกิดความเสียหาย และแม้แต่ รับประกันเรื่องค่าใช้จ่ายหากเสีย โฉม เช่นต้องพาไปทำศัลยกรรม ฯลฯ บางบริษัท จัดทำประกันตามไมล์ คือจ่ายเฉพาะเท่าที่ขับ ทำให้ราคาอาจลดลง ต้องมาคำนวณอีกที อ่นต่อ >> ประกันตามไมล์ เหมาะกับคุณหรือไม่?


แบบชั้น 2 และ 2+

สำหรับประกันรถยนต์ชั้น 2+ และ 2 ธรรมดา แตกต่างกันตรงที่ว่า ประกันรถยนต์ชั้น 2 จะไม่รับผิดชอบการชนของตัวรถของเจ้าของรถ แต่ 2+ จะคุ้มครอง และมีราคาเบี้ยสูงกว่าประกันปกติ


แบบชั้น 3 และ 3+

สำหรับชั้น 3 และ 3+ มันเป็นประกันสำหรับเจ้าของรถยนต์ 2 ประเภทคือ คนที่มีรถยนต์เก่าๆ ที่ทำประกันไปเป็นหลักหมื่นบาท ไม่คุ้มต่อการจ่ายเบี้ยประกัน เพราะมันเก่าแล้ว มูลค่ารถก็น้อยกว่ารถใหม่ กับอีกประเภทหนึ่งคือสำหรับคนอยากประหยัดเงิน ประกันชั้น 3+ จะดีกว่าตรงที่มันคุ้มครองตัวรถ หากชนกับพาหนะทางบก แต่จะไม่คุ้มครอง รถหาย ไฟไหม้ (ปกติรถเก่าๆ ก็ไม่ค่อยหายเท่า รถใหม่อยู่แล้ว แต่อาจมีเรื่องไฟไหม้) ดังนั้นเจ้าของรถเก่า ที่อยากประหยัดเงินก็ชั้น 3 และ ชั้น 3+


ประกันชั้น 4 มีด้วยเหรอ?

ประกันชั้น 4 เป็นแบบถูกสุดๆ โดยมากบริษัทประกันไม่ค่อยเอามาโฆษณา เพราะ มันถูกมากๆ แค่ หลักร้อยหรือ หลักพันกว่าบาทแค่นั้น มันจะคุ้มครองแค่ ทรัพย์สินของคู่กรณี


3ประกันรถยนต์ สำหรับรถเช่า

 

อันนี้เป็นประกันรถยต์อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งโดยมากแล้ว ทางบริษัทที่เปิดบริการให้เช่ารถยนต์ จะรวมอยู่ในราคาให้เลย แต่เค้าก็จะมี ให้เลือกว่าจะทำประกันรถยนต์ด้วยหรือไม่? หากไม่ทำ ราคาค่าเช่ารถยนต์ต่อวันอาจถูกลง แต่คุณจะได้รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพราะมันจะไม่มีรับประกันอะไรเลย จริงๆแล้ว อันนี้ก็คงรู้กันดีอยู่แล้ว เราแนะนำให้ทำ ประกันประเภทนี้ไว้ เมื่อเช่ารถ ไม่กี่ตังค์หรอก แต่ปลอดภัยกว่าเยอะ

4ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับรถยนต์ (Personal Injury Protection)

เป็นประกันรถยนต์ สำหรับ คนขับ และ คนโดยสาร ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทางบริษัทประกันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งคนนั่งและคนขับ และไม่ได้สนใจว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุนั่นแหละ ส่วนใหญ่ชื่อเต็มของมันที่เข้าใจได้ก็คือ No-Fault Personal Injury Protection คำว่า No-Fault แปลว่า ไม่ได้สนใจว่าใครผิด สำหรับ Personal Injury Protection คือ ความคุ้มครองส่วนบุคคล นั่นก็แปลว่า เค้าไม่ได้สนใจว่าใครทำผิด แต่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้นั่นแหละ

5ประกันพื้นฐานแบบ Uninsured และ Underinsured เมืองไทยก็คือ พรบ รถยนต์

เป็นสิ่งที่ต้องทำ ถ้ารถคนไหนไม่มี พรบ รถยนต์ เมื่อเจ้าพนักงานตรวจพบ จะถูกปรับ ประกัน พรบ แบบนี้แยกเป็นสองประเภท คือ

  • ในกรณีที่รถยนต์ประสบอุบัติเหตุ และไม่มีประกัน – การทำ พรบ จะช่วยให้คุ้มครองค่าเสียหายได้ (Uninsured)
  • ในกรณีที่คู่กรณี มีวงเงินประกันไม่พอ – การทำพรบ ก็จะช่วยจ่ายที่เหลือให้ แต่ถ้าอยากได้เพิ่ม อาจต้องขอเอากับคู่กรณี หรือ อาจต้องฟ้องร้องเอา

 

อ่านบทความเพิ่มเติม :