ads

บริษัทประกัน รับทำกรมธรรม์รถติดแก๊สหรือไม่ ?

การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน หรือการเดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัด แม้การขับรถไปเองจะรับประกันว่า คุณมีที่นั่งและแอร์เย็นฉ่ำอย่างแน่นอน ที่สำคัญอยากแวะเช็คอินตรงจุดไหนก็ได้ ไม่มีใครว่า แถมจอดรถพักนานขนาดไหนก็ไม่ต้องกังวลว่า จะตกรถ

แต่การเดินทางด้วยรถยนต์โดยเฉพาะการเดินทางในระยะทางไกล ๆ นั้น ต้องทำใจยอมรับว่า สิ้นเปลืองเรื่องค่าน้ำมันไปไม่น้อย ทำให้ผู้ใช้รถหลาย ๆ คน ต่างหันไปติดแก๊ส LPG และ NGV กันอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งผู้ใช้รถที่ขับรถวนเวียนอยู่ในกรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อว่า การจราจรติดขัดสาหัส จนผุดแฮชแท็กและประโยคตัดพ้อเกี่ยวกับสถานการณ์รถติดในกรุงเทพฯ มากมาย อาทิ #แยกไฟแดงชาตินี้เขียวชาติหน้า / #แยกแครายไฟแดงชาตินี้ไฟเขียวชาติหน้า / แยกรัชโยธิน ไฟแดงห้าชาติ ไฟเขียวห้าวิ หลับห้าตื่น ฟื้นมายังแดง / แยกรัชโยธิน ติดฟิน ๆ ได้ทุกวัน หรือติดชาตินี้ ขยับอีกทีชาติหน้า เป็นต้น

พอเห็นทั้งแฮชแท็กและประโยคตัดพ้อแบบนี้ ไม่แปลกเลยว่า การติดแก๊ส LPG และ NGV จะกลายเป็นทางเลือก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้รถ แต่จู่ ๆ เปลี่ยนจากน้ำมันเชื้อเพลิง มาเป็นแก๊ส LPG และ NGV แบบนี้ บรรดาบริษัทประกัน รับทำประกันภัยรถยนต์หรือไม่ ? และควรทำประกันชั้นไหนดีที่จะครอบคลุม ตามไปไขข้อข้องใจกันเลย


สิ่งแรกที่ต้องทำ ก่อนติดแก๊ส LPG และ NGV


สำหรับใครที่มีแพลนติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การมองหา “ประกันภัยรถยนต์” ที่สามารถคุ้มครองเรื่องไฟไหม้กับตัวรถของคุณ เนื่องจากมีประกันภัยรถยนต์บางชั้นเท่านั้น ที่ให้ความคุ้มครองรถยนต์ที่ได้รับเสียหายจากการติดตั้งแก๊ส


ประกันภัยประเภทไหนบ้าง ที่ให้ความคุ้มครอง ?


ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1, 2 และ 2+

เมื่อพิจารณาตามเงื่อนไขของประกันประเภทนี้ พบว่า บริษัทประกันจะรับผิดชอบและให้ความคุ้มครองในเกือบทุกกรณีตามวงเงินคุ้มครองที่ได้ทำกับบริษัท ดังนั้น หากเกิดเหตุขึ้นมา คุณก็มั่นใจได้ว่า จะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ คุณต้องไม่ลืมแจ้งเรื่องการติดตั้งระบบแก๊สกับบริษัทประกันเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทประกันบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ

ฉะนั้น ท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า เมื่อคุณติดตั้งแก๊สแล้วควรแจ้งบริษัทประกันทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่บริษัทประกันอาจบอกปัดไม่รับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทน หรือให้ความคุ้มครองกรณีความเสียหายเกิดจากระบบแก๊สติดรถยนต์

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 และ 3+

หากดูรายละเอียดตามกรมธรรม์ ประกันรถ ชั้น 3 และ ชั้น 3+ พบว่า “ไม่คุ้มครองกรณีรถไฟไหม้” ไม่ว่า เหตุไฟไหม้รถที่เกิดขึ้นนั้น จะเกิดจากเชื้อเพลิงแก๊สหรือระบบน้ำมันก็ตาม เว้นแต่กรณีคุณซึ่งเป็นผู้ทำประกันเป็นฝ่ายถูก จะได้รับความคุ้มครองตัวถังแก๊สและอุปกรณ์ อาทิ รถยนต์ของคุณ ถูกรถคู่กรณีขับรถมาชนท้ายจนได้รับความเสียหายต่ออุปกรณ์และตัวถังแก๊ส บริษัทประกันจะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

เมื่อติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV ต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มจริงไหม ?

สำหรับเรื่อง “เบี้ยประกัน” จะเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ให้กับรถของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการติดสปอยเลอร์ เปลี่ยนล้อแม็กซ์ หรืออะไรก็ตามที่เป็นการเพิ่มเติมเสริมแต่งรถให้เปลี่ยนแปลงไปจากรถเดิม ๆ ที่ออกมาจากโรงงานนั้น จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของเบี้ยประกันเพิ่มเติมอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทประกันภัยต้องคุ้มครองในส่วนที่เติมแต่งมาเข้าไปด้วย ฉะนั้น หากรถยนต์ของคุณมีการติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV ย่อมต้องเสียเบี้ยประกันเพิ่มเติม โดยข้อดีของการเสียเบี้ยประกันเพิ่มในส่วนนี้ นั่นคือ การรับประกันว่า หากเกิดความเสียหายขึ้นกับอุปกรณ์แก๊สที่คุณไปติดตั้งเพิ่ม คุณก็จะสามารถเคลมค่าเสียหายในส่วนนี้ได้

มีเหตุใดบ้างที่บริษัทประกันอาจบอกปัดไม่รับผิดชอบ

(1) ไม่ส่งเอกสารให้บริษัทประกันหลังติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV

(2) ไม่แจ้งขนส่งทางบก หลังจากได้ติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV ถึงแม้ว่าคุณจะติดตั้งได้มาตรฐาน

(3) ติดตั้งแก๊ส LPG หรือ NGV ไม่ได้รับมาตรฐานคุณภาพ มอก.

ขั้นตอนการแจ้งประกันเมื่อติดตั้งแก๊สรถยนต์ LPG หรือ NGV

(1) แจ้งผ่านตัวแทน นายหน้า หรือแจ้งโดยตรงไปที่บริษัทประกัน

(2) ส่งเอกสารรายการจดทะเบียน ที่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงประเภทเชื้อเพลิงแล้วไปยังบริษัทประกัน

(3) ใบเสร็จค่าติดตั้งชุดอุปกรณ์แก๊ส (ห้ามทิ้งเด็ดขาด)

หากติดตั้งระบบแก๊สบนรถยนต์ก็อย่าลืมที่จะดูเรื่องของความปลอดภัยด้วย เนื่องจากถังแก๊ส LPG หรือ NGV ก็เปรียบเสมือนชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ทั่วไป ที่ต้องหมั่นตรวจเช็คอยู่ตลอดเวลา และนี่คือ วิธีดูแลรักษาระบบแก๊สบนรถยนต์ไม่ให้เกิดไฟไหม้ ดังนี้

(1) หมั่นค้นหากลิ่นแก๊สรั่วอยู่อย่างสม่ำเสมอ

(2) ตรวจเช็คกล่อง ECU หลังจากติดตั้งแก๊สไปแล้วทุกๆ 5,000 – 1,0000 กิโลเมตร

(3) ตรวจเช็คระบบหัวฉีดแก๊สทุก ๆ 3 ปี โดยจะต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

(4) ตรวจตัวกรองแก๊ส ป้องกันฝุ่น ป้องกันสนิม และควรเปลี่ยนทุก ๆ 100,000 กิโลเมตร

(5) เมื่อใช้รถจนถึงระยะ 40,000 กิโลเมตร ต้องเข้ารับการตรวจเช็คและตั้งระยะวาล์วใหม่อีกครั้ง

(6) เมื่อถังแก๊สมีอายุถึง 10 ปี จะต้องเปลี่ยนถังใหม่ หรือหากตรวจเช็คแล้วว่าถังเริ่มเก่า หรือเสี่ยงที่จะชำรุดก็สามารถเปลี่ยนก่อนได้

(7) ตรวจเช็คสายยางที่เชื่อมต่อกับระบบแก๊สอยู่เสมอ สามารถเช็คได้ด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยการเอาน้ำฟองสบู่ ๆ มาลูบดูบริเวณสายยางหรือรอยต่อที่ทำการเชื่อมต่อในระบบแก๊ส

(8) ตรวจเช็คหม้อต้มแก๊ส ชิ้นส่วนที่นับว่า เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสูบฉีดเชื้อเพลิงเข้าไปยังระบบหัวฉีดรถยนต์


READ MORE :