ประกันสุขภาพแบบ On-Demand แนวทางใหม่สำหรับคนงบน้อย

ads

เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้เราได้รู้จักกับการสั่งอาหารที่ห่างออกไปเป็นสิบกิโลเมตร มาส่งถึงที่หน้าบ้านในเวลาไม่นาน เราได้มีการเรียกแท๊กซี่ บนถนนมารับถึงที่หน้าบ้าน แต่ทำไมจะเกิดขึ้นกับวงการประกันภัยไม่ได้หล่ะ? วันนี้ เรามารู้จักกับ ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า On-Demand Health Insurance ที่อาจมีในไทย ในไม่ช้านี้

ในประเทศไทย เราเริ่มรู้จักกับประกันตามไมล์ คือการใช้รถยนต์และมีประกันแบบจ่ายตามจำนวนกิโลเมตรที่วิ่ง และประกันเติมเงินที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเต็ม แค่เติมเข้าไปก็มีความคุ้มครองต่อได้ และเราก็ได้รู้จักกับ ประกันเดินทางแบบปิดเปิด ที่จ่ายเฉพาะวันที่เดินทาง วันที่เหลือก็เก็บกลับมาใช้ทริปต่อไปได้ และวันนี้เรามารู้จักประกันสุขภาพแบบ On-Demand คือซื้อหรือเพิ่ม Add-on ส่วนเติมเต็มได้เมื่อต้องการ โดยที่ไม่ต้องยื่นเอกสารใดๆเพิ่มเติม

ประกัน On Demand ตัวนี้เป็นแนวคิดจากบริษัทประกันแบบ Startup ที่ใช้ชื่อว่า “bind” (https://yourbind.com) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนโดยบริษัทกลุ่มทุน Ascension, Lemhi และ ได้รับการรับรองจาก UnitedHealthcare ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือบริษัทหนึ่งในโลกเลยทีเดียว ซึ่ง ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพของ bind นี้ จะเป็นแบบ On-Demand คือ ซื้อได้เมื่อต้องการ และถอดออกได้เมื่อไม่ต้องการ จะเป็นอย่างไรเรามาดูกัน

On-Demand มาพร้อมกับ Core Plan

ทุกคนที่จะเริ่มทำประกันสุขภาพกับ bind จะเริ่มต้นด้วย Core Plan หรือแผนประกันสุขภาพหลักของทาง bind ซึ่งจะครอบคลุมปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพเช่น ประกันโรคมะเร็ง, ประกันโรคเรื้อรัง, และแม้แต่ประกันสุขภาพในเรื่องของการตั้งครรภ์ด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสุขภาพมาก่อน และไม่ต้องมีการจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกในการเริ่มรักษาด้วย และจะเริ่มคุ้มครองเมื่อมีการจ่ายเบี้ยประกันตั้งแต่บาทแรก

ซื้อ ถอน Add-on เพิ่มได้ตลอดเวลา

ลูกค้าสามารถซื้อแผนประกันเพิ่มได้ตลอด ซึ่งลูกค้าจะมีแผนประกันหลักอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากเสริม เช่นอยากได้ค่าห้อง ค่าเตียงเพิ่ม หรือ จะประกันโรคร้ายอื่นๆเพิ่ม ก็สามารถซื้อเพิ่มผ่าน bind ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งก็จะสามารถเพิ่มได้เมื่อไหร่ก็ได้ และจะถอดออกเมื่อไหร่ก็ได้

หักค่ารักษาจากเงินเดือน

ในเคสนี้เค้ายกตัวอย่างเช่น ผู้ทำประกันกับ bind จะทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่า หรือการผ่าตัดใหญ่อื่นๆ และ bind ก็จะเป็นผู้เข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกให้ โดยที่ค่าใช้จ่ายส่วนเกินก็จะถูกหักออกจากเงินเดือนของผู้เอาประกันจนครบจำนวน ซึ่งผู้เอาประกันก็จะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง