ฝีดาษลิงเสี่ยงระบาดไทย กลุ่มคนที่ต้องระวังคือใคร วิธีป้องกัน

เฝ้าระวังโรคฝีดาษลิงเสี่ยงแพร่เชื้อในไทย

ยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดสำหรับประเทศไทย เกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงที่แพร่ระบาดในคนกว่า 100 คนในประเทศแถบทวีปยุโรป และเข้าข่ายต้องสงสัยอีกกว่า 250 คน ที่สำคัญคือยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง สำหรับกรณีฝีดาษลิงเสี่ยงระบาดไทยเป็นเพราะสาเหตุใด กลุ่มคนที่ต้องระวังคือใคร วิธีป้องกันมีอะไรบ้างวันนี้ทีมงาน Promotions จะมาไขคำตอบให้คลายสงสัยกัน

เชื้อไวรัสฝีดาษลิง คืออะไร

ฝีดาษลิง เป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเดียวกับโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ แต่ลักษณะความรุนแรงของอาการป่วยจะน้อยกว่า ที่สำคัญมีโอกาสติดเชื้อต่ำ เริ่มพบการแพร่ระบาดในแถบตะวันตกและตอนกลางของทวีปแอฟริกา บริเวณพื้นที่ใกล้ป่าดิบชื้น ปัจจุบันพบ 2 สายพันธุ์ได้แก่ แอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก

ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อในทวีปยุโรปแล้วกว่า 100 ราย เข้าข่ายต้องสงสัยอีกกว่า 250 ราย จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา

ความเสี่ยงไทยอาจพบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงเพราะสาเหตุใด

เนื่องจากประเทศไทยกำลังเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศด้วยมาตรการที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ประกอบกับประเทศไทยเองกำลังผลักดันให้โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าเงื่อนไขกลายเป็นโรคประจำถิ่นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมาตรการทั้งหมดจะเริ่มใช้วันที่ 1 มิถุนายน 2565 ทำให้มีความกังวลใจเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่เข้าข่ายเสี่ยงสูงได้แก่นักท่องเที่ยวที่เป็นชาวแอฟริกา หรือที่มาจากแอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง

โรคฝีดาษลิง
อาการของโรคฝีดาษลิง ภาพจาก : บีบีซีไทย

กรมควบคุมโรคจัดทีมตรวจคัดกรองที่สนามบิน

เมื่อวานนี้ (24 พ.ค.65) เพจเฟซบุ๊ก “กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข” ได้แชร์ภาพเจ้าหน้าที่กำลังตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ โดยทีมเจ้าหน้าที่จาก กองควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ได้ให้คำแนะนำและแจกบัตรเตือนสุขภาพเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สังเกตอาการตนเองระหว่างพำนักในประเทศไทย

กลุ่มคนเสี่ยงติดเชื้อฝีดาษลิงได้แก่ใคร

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากต่างประเทศระบุ คนที่มีการปลูกฝี จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้สูงถึง 80% อย่างไรก็ตามประเทศไทยยกเลิกการปลูกฝีในเด็กไปนานแล้ว ทำให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงติดเชื้อฝีดาษลิงได้มากที่สุดก็คือคนที่ไม่ได้รับการปลูกฝีนั่นเอง

ข้อมูลสนับสนุนอีกอย่างก็คือ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศว่าไข้ทรพิษถูกกวาดล้างหมดไปจากโลกแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 ทำให้ไทยทยอยหยุดปลูกฝีมาตั้งแต่นั้น ดังนั้นคนที่เกิดหลังปี 2523 ไม่มีโอกาสได้ปลูกฝี จึงมีความเสี่ยงเกิดอาการร้ายแรง นอกจากนี้ในประเทศสเปนมีรายงานว่าพบคลัสเตอร์ฝีดาษลิงระบาดในหมู่ชายรักชาย เนื่องจากไวรัสสามารถแพร่เชื้อได้ผ่านทางสารคัดหลั่ง รวมถึงระบบทางเดินหายใจ เช่น จมูก ปาก หรือบาดแผลได้

วิธีป้องกันตนเองจากโรคฝีดาษลิง

โรคฝีดาษลิง
อนุภาคเชื้อไวรัสโรคฝีดาษลิง ภาพจาก : บีบีซีไทย

สำหรับแนวทางการป้องกันตนเองจากโรคฝีดาษลิง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเผยว่าในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้รักษาโรคฝีดาษลิงโดยเฉพาะ แต่สามารถใช้วัคซีนไข้ทรพิษฉีดทดแทนได้ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพป้องกันได้สูงถึง 85% อย่างไรก็ตามวัคซีนไข้ทรพิษแทบจะหายไปจากสต๊อกยาโรค เป็นของหายากไม่มีให้ใช้แพร่หลาย

เหตุผลมาจากการประกาศให้โรคไข้ทรพิษหมดไปจากโลกนี้แล้วนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 จะเหลือแต่เพียงเชื้อฝีดาษสำหรับการค้นคว้าที่ถูกเก็บไว้ในห้องทดลองของ 2 ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้ได้รับอนุญาตจากองค์การอนามัยโลกให้เก็บไวรัสไข้ทรพิษที่มีชีวิตได้

อย่างไรก็ตามโรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคที่จะแพร่เชื้อได้ง่าย จึงไม่มีโอกาสเกิดการระบาดครั้งใหญ่เหมือนกับโควิด-19 ส่วนวิธีป้องกันตนเองง่าย ๆ ก็คือ หลีกเลี่ยงสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะที่เป็นพาหะ เช่น กระต่าย กระรอก หนู เพื่อป้องกันการสัมผัสกับสารคัดหลั่งในสัตว์ที่ติดเชื้อ รวมถึงหมั่นล้างมือด้วยสบู่ล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี

ข่าวดีประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ

นายแพทย์ โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษลิงในประเทศแต่อย่างใด ขณะเดียวกันทางกรมฯ ได้มีแผนรับมือเอาไว้แล้ว โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฎิบัติการภาวะฉุกเฉิน ฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

และทั้งหมดนี้ก็คือ ฝีดาษลิงเสี่ยงระบาดไทย กลุ่มคนที่ต้องระวังคือใคร รวมถึงธีป้องกันตนทำอย่างไร คงได้ทราบคำตอบกันไปแล้ว อีกวิธีก็คือหมั่นติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์การแพร่ระบาด หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมควมคุมโรค โทร.02-590-3839 หรือสายด่วน 1422

ที่มาจาก : ไทยรัฐออนไลน์ | Thai PBS

อ่านเพิ่มเติม