เอาให้ชัด – 3 วิธีการตรวจโควิดทั่วไป พร้อมข้อดี ข้อเสีย ที่ต้องรู้

ads

มาถึงตอนนี้ไม่ว่าใครก็ต้องรู้ ว่า เชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้โลกปั่นป่วนกันขนาดไหน ซึ่งใช้เวลาแค่เพียง ปีกว่าๆเท่านั้น เชื้อไวรัสตัวนี้คร่าชีวิตมนุษย์ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 4 ล้านคน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศไทย นอกเหนือจากการฉีดวัคซีนแล้ว คือการตรวจหาเชื้อให้เจอ และหากรู้ว่าติดเชื้อ ให้กักตัวรวดเร็วที่สุด


และเมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงสาธารณสุข พึ่งจะมีประกาศอนุญาตให้มีการจำหน่าย Covid Test Kits หรือ เครื่องตรวจโควิดแบบ Antigen Test ที่จะสามารถซื้อเองได้ตามร้านขายยา หรือ ห้างร้านทั่วไปได้

ดังนั้น การให้ความรู้ เกี่ยวกับการตรวจโควิดด้วยตัวเองที่บ้าน โดยการซื้อชุด Kit มาใช้งาน เป็นเรื่องดี และด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของบทความนี้ เพื่อจำแนกวิธีการตรวจ ที่จริงๆแล้ว มีทั้งสิ้น 3 วิธีด้วยกัน พร้อมข้อดีข้อเสีย

ประเภทของการตรวจโควิด มีกี่อย่าง?

การตรวจโควิดนั้น ได้มีการพัฒนามาหลายประเภทอย่างมาก ซึ่งล่าสุดมีวิธีในการตรวจใหม่ ซึ่งจะรู้ผลใน 1 วินาที ซึ่งเป็นข่าวที่มาจากอินเดีย และเราทั้งหลายอาจต้องรอให้มีการใช้งานได้จริง แต่ในปัจจุบันนั้น จะมีการตรวจหลักๆ อยู่ 3 ประเภทนี้

Rapid, Point of Care Diagnostic tests (POC) – เป็นการตรวจในรูปแบบที่เรียกว่า Antigen หรือ Molecular ซึ่งจะต้องเก็บตัวอย่างน้ำมูกของบุคคลจากภายในลำคอ หรือ จมูก เพื่อนำเข้าแลปตรวจ ซึ่งผลที่ได้จะใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น

At-Home Collection Tests – เป็นการตรวจที่บ้าน และใช้ชุด Kit ที่สามารถ ซื้อไปตรวจเองได้ แต่ในบางประเทศจะต้องมีใบรับรองแพทย์ เพื่อนำไปซื้อชุดตรวจนี้

Saliva Tests – นั่นก็คือการตรวจน้ำลาย โดยให้บุคคลที่มาตรวจเทน้ำลายลงไปในหลอดทดลอง รวมถึง การใช้วิธี Swab หรือเก็บตัวอย่างจากภายในคอ และ โพรงจมูกด้วย ซึ่งวิธีนี้จะมีข้อดีในเรื่องความปลอดภัย ของผู้ตรวจ และ ผู้ให้บริการ


เทคนิคการตรวจเชื้อโควิด ระหว่าง Molecular และ Antigen 

มีอยู่ 2 ประเภทจากการตรวจ ที่เป็นที่นิยม นั่นก็คือ Diagnostic test และ antibody test ซึ่งตัว Diagnostic จะรวมถึง Molecular test โดยใช้วิธีการแบบ Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction ที่เรียกว่า RT-PCR และวิธีการ Antigen Tests เรามาดูกันว่า สองตัวนี้แตกต่างกันอย่างไร?

1. RT-PCR คืออะไร?

ภาพและข้อมูลการตรวจ RT-PCR จาก jbc.org

มันคือวิธีการตรวจที่ใช้กันมากที่สุด และใช้ตรวจจับไวรัส ที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย และสามารถรู้ได้อย่างรวดเร็ว ว่ามีการติดเชื้อหรือไม่อย่างไร โดยมีข้อดีข้อเสียดังนี้

ข้อดี 

  • ไม่เจ็บตัวมาก – เป็นการใช้วิธี Swab ตรวจจากในโพรงจมูก และ ลำคอ รวมถึงน้ำลาย และ ของเหลวจากร่างกาย
  • สามารถตรวจได้โดยรักษาระยะห่าง – วิธีการตรวจคือการ swab รายบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาห้องแลปได้
  • ผลลัพธ์ ค่อนข้างแม่นยำ – การตรวจจากโพรงจมูก และลำคอ ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างแม่นยำ กว่าการตรวจประเภทอื่นๆ

ข้อเสีย

  • ใช้เวลานานกว่าจะได้ผลลัพธ์ – ในบางครั้ง RT-PCR จะใช้เวลาในการแจ้งผล 1-2 วัน ซึ่ง หากจะให้แม่นยำที่สุดอาจต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์ด้วยกัน
  • มีข้อผิดพลาด ในผลลัพธ์บางครั้ง – ที่ผ่านมา วิธีการนี้ มีการตรวจพลาดด้วยสัดส่วนถึง 2%-37% ซึ่งในหลายๆครั้งไม่แม่นยำ
  • รู้สึกไม่สบายตัว เจ็บจมูก โพรงจมูก – การ swab จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้แท่งยื่นเข้าไปชนกับโพรงจมูกด้านหลัง ทำให้เกิดอาการแสบจมูก ซึ่งอาจทนไม่ได้ในบางคน

2. Antigen Tests

เป็นการ swab เช่นเดียวกันกับ แบบ RT-PCR แต่ไม่ได้เป็นการหาซากไวรัส หรือ เชื้อไวัส ในทางกลับกัน จะหาโปรตีนที่มาจากไวรัสนั่นเอง ซึ่งเป็นวิธีตรวจที่แม่นยำน้อยกว่าแบบแรก

ข้อดีของ Antigen Test ก็คือความรวดเร็ว โดยที่จะใช้เวลาเท่าๆกันกับ ชุดตรวจการตั้งครรภ์เลยทีเดียว ทำให้ รู้ผลภายในไม่กี่นาที

ชุดตรวจแบบ Antigen Tests ที่อาจเริ่มมีจำหน่าย แต่ไม่แม่นยำเท่า RT-PCR

ส่วนข้อเสียของ Antigen ก็คือ ชุดตรวจที่ใช้ที่บ้านได้ มีน้อย และหาซื้อได้ยาก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องไปคลินิก สถานพยาบาล หรือ แม้แต่โรงพยาบาล รวมถึงความไม่แม่นยำของชุดตรวจ มากถึง 50% (อ้างอิง Science Magazine)

สำหรับในประเทศไทย Antigen Tests มักเอาไว้คัดกรองผู้ติดเชื้อก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้น หากพบว่ามีผลที่ดูสุ่มเสี่ยง จะต้องใช้ RT-PCR Test เพื่อเช็คการติดเชื้อซ้ำอีกรอบหนึ่ง


3. การตรวจ Antibody Tests

ชื่อบอกไว้อยู่ว่า มันคือการตรวจหา ระบบภูมิคุ้มกัน ที่ถูกสร้างขึ้นภายในร่างกายมนุษย์ อันเนื่องมาจากการกระตุ้นเพื่อต่อสู้กับไวรัสนั่นเอง ซึ่งก็คือการตรวจหาโปรตีนในร่างกาย ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากระบบภูมิคุ้มกัน และตรวจโดยการเจาะเลือดไปตรวจ

การนำเลือดออกไปตรวจอาจเป็นวิธีที่ดูเหมือนแม่นยำที่สุด แต่ จริงๆแล้ว ให้ผลที่อาจคลาดเคลื่อนมาก

วิธีการลักษณะนี้ ใช้เวลาหลายวัน และอาจถึงหลายสัปดาห์ กว่าที่จะพบว่ามีการติดเชื้อ แต่ทว่า อาจมีข้อผิดพลาดได้เนื่องจากแม้ว่าจะหายจาก Covid-19 แล้ว แต่ยังคงมีโปรตีนเหล่านี้หลงเหลือในร่างกายอยู่ ทำให้วิธีการแบบนี้ ไม่เหมาะสำหรับการนำเอามาตรวจผู้ป่วยโควิดนั่นเอง

อ้างอิง : biospace.com

ฟังดูแล้วยากจัง มีบริการตรวจโควิดที่บ้านมั้ย?

การตรวจโควิด ซึ่งหลายคนไม่ได้กลัวการตรวจ แต่กลัวการเดินทางไปพบผู้คนจำนวนมากที่รอตรวจอยู่ ทำให้ไม่อยากไป ดังนั้น จึงมีบริการตรวจจาก คลินิกต่างๆ มาคอยรองรับการตรวจโควิด รวมถึง การตรวจด้วยประกันสังคมด้วย

ที่ผ่านมาเราได้มีการรวบรวม โรงพยาบาลรับตรวจโควิด พร้อมค่าใช้จ่าย และ สถานที่ตรวจโควิดฟรี ที่บริการโดยภาคเอกชนและภาครัฐ แต่สำหรับบริการถึงที่บ้านนั้น ปัจจุบัน สามารถรวบรวมมาให้ 5 แห่งด้วยกัน

  1. Seal Lab เป็นการตรวจแบบ Antigen และ Antibody (ตรวจเลือด และ ตรวจ swab)
  2. Star Secret ใช้วิธีตรวจแบบ RT-PCR (20 คนขึ้นไป)
  3. Bella Clinic ตรวจแบบ RT-PCR (ต้องไปที่ Clinic)
  4. Gocheck RT-PCR แบบ Drive Thru เท่านั้น
  5. ProCheck RT-PCR (สำหรับ 5-30 คน บริการถึงบ้าน)

สำหรับ บริการตรวจโควิดถึงบ้าน นั้น ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด แต่สามารถหาบริการต่างๆเหล่านี้ได้ที่ Promotions.co.th