Home อื่นๆ รถยนต์ 7 สิ่งที่คุณควรรู้ ก่อนสมัครขับรถกับ UBER Thailand

7 สิ่งที่คุณควรรู้ ก่อนสมัครขับรถกับ UBER Thailand

ลองอ่านดูก่อน ถ้าไม่พร้อมอย่าทำ ถ้าพร้อมก็ไปสมัครออนไลน์ได้เลย

จะขับ UBER ควรรู้สิ่งเหล่านี้ก่อน

กลายเป็นกระแสข่าวไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆที่ทาง UBER เค้าไปเปิดบริการเกี่ยวกับการร้องเรียน การแย่งลูกค้า และการให้บริการที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ดี หากจะมองถึงการใช้เทคโนโลยีแล้ว UBER และการเรียกรถโดยสาร อูเบอร์ ไม่ว่าจะเป็น แท๊กซี่ UBERUBER Bike, UBER Eat, หรือบริการอื่นๆของ UBER เอง (เช่น UBERX)  อาจดูเหมือนว่าจะปลอดภัยกว่าการนั่งรถโดยสารที่ไม่มีการเรียกผ่าน application นั่นก็เป็นเพราะว่า การเรียกรถอูเบอร์ผ่าน Application มีข้อมูลของคนขับทั้งหมด หากเปรียบเทียบกันกับ การโบกแท๊กซี่ ที่ไม่รู้ข้อมูลผู้ขับ หรือแม้กระทั่งการโดนปฎิเสธผู้โดยสาร ที่หลายๆคนเคยโดนมาแล้ว เรียกได้ว่าการใช้ UBER เรียกรถนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าจนกว่าจะมีการปรับปรุงบริการรถโดยสารสาธารณะในประเทศไทย ซึ่งในจุดนี้ ทำให้ผู้ว่างงาน หรือผู้อยากหารายได้พิเศษมาสมัครเป็น UBER partner หรือผู้ขับ UBER กันเยอะขึ้น ซึ่งการสมัคร UBER ต้องบอกว่าก็ไม่ได้ง่าย และไม่ได้ยากเกินไป ต้องมีการเข้าอบรม และการเข้าไปนั่งคุยกับทางบริษัทเค้าเพื่อเริ่มต้นการทำงาน อย่างไรก็ดี แม้ว่ากฎหมายไทยยังคงไม่ผ่าน ให้ UBER เข้าระบบ แต่ก็ยังมีคนอยากสมัคร และมีคนทำงานกับ UBER เป็นผู้ขับอยู่ และก่อนหน้านี้ ก็มีกระแสการสมัครเป็นคนขับ UBERX ที่ค่อนข้างมาแรงในปีที่ผ่านๆมา และสำหรับคุณ ก่อนที่จะไปสมัครขับรถกับ UBER คุณควรต้องรู้อะไรบ้าง?

1. ทุกคนคิดว่าทำงาน UBER จะจัดตารางการขับรถได้ดี แต่มันยุ่งยากกว่านิดหน่อย

ทุกคนคิดว่าการมาขับอูเบอร์ คือจะมีความเป็นอิสระสูง จะขับไปไหนก็ได้ จะไปรับใครตอนไหนก็ได้ แต่จริงๆแล้ว มันจะลำบากมากตอนที่ราคาค่าโดยสารขึ้นเป็นบางช่วง และช่วงรถติดหนักๆ เพราะเมื่อช่วงที่ค่าโดยสารขึ้น ผู้โดยสารจะไม่ค่อยเรียก และผู้ขับ UBER ต้องทำสถิติจดจำด้วยตัวเองว่าช่วงเวลาไหน และช่วงแหล่งไหนที่จะมีผู้โดยสารขึ้นมา ซึ่งเค้าแนะนำมาว่า ช่วงราคาค่าโดยสารขึ้น หรือที่เรียกว่า Surge Zone ที่ดีที่สุดคือช่วงที่ ร้านเหล้าปิด คอนเสริ์ตเลิก งานเลิก ฯลฯ อย่างไรก็ดีเค้าแนะนำให้ทดลองขับตอนกลางคืน และกลางวันใน Zone เดียวกันบ่อยๆ จะได้รู้ว่าโซนไหนดีโซนไหนไม่ดี

2. คะแนนที่เป็นดาว ใน UBER ค่อนข้างมีผลกับลูกค้ามาก

คะแนนนี้ เป็นคะแนนที่ผู้โดยสารให้กับผู้ขับนั่นเอง และมันเป็นสิ่งที่ ผู้โดยสารคนถัดไปจะเป็นคนประเมินการเรียกรถด้วยว่าเค้าจะเรียกใช้บริการคุณดีหรือเปล่า ซึ่ง คะแนนที่เป็นดาวแบบนี้ก็มีผลกับการทำงานกับ UBER เช่นเดียวกัน เพราะหากดาวต่ำหรือคะแนนต่ำ คุณอาจโดยอูเบอร์ปฎิเสธการเข้ามาเป็นคนขับรถได้ง่ายๆ และหากใครสงสัย UBER จะพยายามให้คุณได้มากกว่า   4.6 ดาวขึ้นไป หากน้อยกว่านั้นจะเริ่มเตือน และถ้าต่ำกว่านั้น ก็แล้วแต่วิจารณญาณของอูเบอร์เอง

3. คุณอาจจะไม่ได้เงินค่าโดยสารสูงขนาดที่ UBER โฆษณาหรอกนะ จำไว้เลย

คือสมัยก่อน ตอนที่เราเริ่มทำ รีวิว Uber ใหม่ๆ เราเคยคุยกับคนขับว่า ปกติแล้วจะได้เท่าไหร่ต่อเดือน ผู้ขับ UBER ส่วนใหญ่จะได้ค่าตอบแทนประมาณ 60,000 – 70,000 บาท ต่อเดือนเลยทีเดียว และนี่คือคำจากปากผู้ขับเอง หากตกเป็น 1 ปี ก็ประมาณ 8   แสนกว่าๆ ซึ่งหลังๆ ทาง   UBER ก็ใช้ตัวเลขนี้โฆษณาเหมือนกัน แต่อาจจะเป็นเพราะเรื่องกฎหมาย ทำให้ผู้ใช้ UBER น้อยลง ทำให้รายได้ไม่ถึงเมื่อตอนนั้น และอีกประเด็นหนึ่งก็คือ UBER อาจพยายามแข่งกับ GRAB CAR ทำให้ราคาการเรียกแต่ละครั้งต่ำลง ทำให้ผู้ขับได้รับเงินน้อยตามไปด้วย

4. คนที่ขับ UBER แล้วประสบความสำเร็จ เพราะเค้าคำนวนค่าใช้จ่ายด้วย

หากคุณจะเริ่มขับ UBER คุณต้องคำนวนค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยนะ คือเมื่อมีลูกค้าเข้ามาในระบบและทำการเรียกแล้ว คุณต้องรู้ว่าเส้นทางนั้น จากที่คุณอยู่ไปหาลูกค้าราคาเท่าไหร่ เช่นค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าเสื่อมรถยนต์ และจากที่ลูกค้าเรียกไปจากจุดที่ลูกค้าอยู่ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง คุณก็ต้องคำนวนด้วยเช่นเดียวกัน และที่เคยเห็นบ่นๆกันเรื่องการรับผู้โดยสารแล้วขาดทุน เป็นเพราะว่าเค้าไม่ได้คำนวนสิ่งเหล่านี้นั่นเอง

5. ไม่ควรเช่ารถจาก UBER มาขับ คุณควรหารถตัวเองมาขับจะดีที่สุด

คืออันนี้เป็นข้อแนะนำจากเมืองนอก ซึ่งไม่ทราบว่าในไทยมีหรือไม่ การที่ UBER ปล่อยให้ผ่อนรถกับเค้า หากคุณหาเงินได้เท่าไหร่ เค้าจะหักค่ารถของคุณออกไปทุกๆเดือน แม้ว่าการเช่ารถ หรือ ผ่อนรถกับ UBER จะเป็นเรื่องที่สะดวก บางทีก็จะได้ส่วนลด ของแถมต่างๆ การจัดไฟแนนซ์ผ่าน UBER ก็ง่าย แต่สุดท้ายสิ่งที่คุณจะได้รับคือ รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในทุกเดือนนั่นแหละ

6. ทำใจ เจอผู้โดยสารไม่ดี ก็ต้องปล่อยไป

UBER เค้ามีกฎอยู่ว่า ลูกค้าคือพระเจ้า เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผู้โดยสารจะผิดอย่างไรก็ตาม ทาง UBER อาจจะต้องเข้าข้างผู้โดยสารเพื่อรักษาหน้าตาของบริษัทเอาไว้ และหากว่าคุณเจอผู้โดยสารที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็ควรปล่อยไปตามน้ำ เพราะไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่ คนขับ UBER จะมีปากเสียงกับลูกค้าได้ และนี่จะเป็นอะไรที่ช่วงให้คุณไม่เจอ Rating ต่ำๆ

7. ลองทำ UBER เป็นงานรองก่อน อย่าพึ่งทำเป็นงานหลัก

การทำอะไรใหม่ๆซักอย่าง อย่าพึ่งโถมหนักไปทีเดียว ควรหารองเท้าคู่ใหม่ที่ใส่สบายก่อนแล้วค่อยทิ้งคู่เก่า หรือเก็บมันไว้คนละข้างเลยก็ได้ เพราะ การขับ UBER มันคืองานบริการ และเรื่องเกี่ยวกับการขนส่ง เราจะได้ยินข่าวอยู่ทุกวัน และนั่นเป็นเพราะความเครียด หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ซึ่งอาจทำให้คุณหลุดออกจากงานขับรถได้ และเมื่อขับๆไปบางทีคุณอาจจะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวคุณ และนั่นหมายถึงว่าคุณอาจตกอยู่ในที่นั่งลำบากหากรู้สึกอย่างนั้นกลางทางได้

Exit mobile version