ads

ใครคิดจะซื้อรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถแบบ EV (Electric Vehicle) อาจต้องรู้เอาไว้ ว่านอกจากจะซื้อรถมาและต้องเสี่ยงกับการต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ไฮบริด เสียค่าซ่อมแพงกว่ารถยนต์ปกติที่ใช้น้ำมันแล้ว ค่าเบี้ยประกันต่อปียังสูงกว่าด้วย ซึ่งจากรายงานพบว่า รถ Tesla Model S เป็นรถที่มีเบี้ยประกันสูงสุดในโลก เรามาดูกันว่าเพราะเหตุใด?

รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าทั้งหลาย ประสบอุบัติเหตุมากกว่าแบบอื่นๆ ทำไมหล่ะ?
tesla model s

ข้อมูลนี้มาจากบริษัทประกันในประเทศนอร์เวย์ ที่มีรายงานว่า รถยนต์ประเภทขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรือที่เราเรียกกันว่า Hybrid และรถยนต์ EV มีโอกาสประสบอุบัติเหตุมากกว่ารถยนต์ประเภทดีเซล หรือ เบนซิน ซึ่งเค้ามีการเก็บสถิติตั้งแต่ปี 2012 ถึง ปี 2017 ที่ผ่านมา

รถ Hybrid เกิดอุบัตเหตุง่ายกกว่ารถปกติ 20%

โดยข้อมูลรายงานว่า รถยนต์ประเภทไฮบริดมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุมากกว่ารถปกติทั่วๆไปถึง 20% และเมื่อประสบอุบัติเหตุแล้ว มีความเสียหายเรื่องอุปกรณ์มากถึง 50% หากเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทั่วไป และเหตุผลก็คือ รถยนต์เหล่านี้มีการใช้อย่างแพร่หลายในตัวเมือง (อาจเป็นเพราะประหยัดน้ำมัน คนเลยนิยมมาขับในเมือง) และการขับในเมืองจะเป็นการขับรถยนต์แบบระยะประชิด มากกว่าการขับนอกเมือง ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่ามาก

กดคันเร่งปุ๊ป ออกตัวปั๊ป เป็นสาเหตุหลัก

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รถแบบ Hybrid และ EV ประสบอุบัตเหตุได้มากกว่าก็คือ “แรงม้า” แต่ในที่นี้ก็คือ โดยปกติรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า จะมีพละกำลังค่อนข้างมาก และเมื่อผู้ขับเหยียบคันเร่ง เรามักจะไม่ค่อยเห็นอาการ “รอรอบ” ของเครื่องยนต์ เพราะมันถูกขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ขณะ ขับด้วยความเร็วต่ำ และมอเตอร์ไฟฟ้าจะมีความรวดเร็วในการส่งถ่ายกำลัง นั่นแปลว่า เมื่อคุณแตะคันเร่ง รถออกตัวทันทีได้เลย จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากกว่า ในขณะที่รถที่ใช้น้ำมันหลายๆยี่ห้อ หลายๆรุ่น มีคันเร่งไฟฟ้า ที่คอยหน่วงเวลา เมื่อเหยียบคันเร่งแล้ว รถจะไม่พุ่งทันที อย่างไรก็ดี รถ Hybrid ก็มี เทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า เพียงแต่ว่า มันออกตัวเร็วกว่ารถใช้น้ำมันเท่านั้นเอง

เปลี่ยนจากรถใช้น้ำมัน มาเป็น Hybrid ยิ่งเสี่ยงมาก

จากรายงานผ่าน cleantechnica.com กล่าวว่า รถยนต์ไฮบริด หมายถึง รถยนต์ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ตั้งแต่ Nissan Leaf ไปจนถึง Tesla รุ่นใหญ่ และ จะมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น หากผู้ขับขี่ เปลี่ยนจากรถยนต์ ประเภท Diesel หรือ เบนซิน มาเป็น ไฮบริด เพราะ รถยนต์ที่ใช้น้ำมันจะออกตัวพุ่งช้ากว่า และ เมื่อผู้ที่ชินกับการขับน้ำมัน มาขับ Hybrid อาจใช้นิสัยเดิม แต่รถพุ่งตัวเร็วกว่าทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากกว่า

ขับรถไฮบริด เวลามีอุบัติเหตุ อาจบาดเจ็บมากกว่ารถรุ่นอื่น

นาย Christina Bu, หัวหน้าองค์กรรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า จากประเทศนอร์เวย์ กล่าว่าต่อไปว่า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า “อาจ” ทำให้ ผู้ขับขี่บาดเจ็บได้มากกว่า รถยนต์ที่ใช้น้ำมันทั่วๆไป เพราะรถยนต์ Hybrid ส่วนใหญ่ มีขนาดกระทัดรัด แต่มีพละกำลังสูง (พูดง่ายๆคือ รถเล็ก แต่ กำลังมาก) และ นี่เป็นหัวข้อที่น่าสนใจที่น่าทำการวิจัยต่อไป

โดยสรุปแล้วจะให้ทำยังไง? ไม่ซื้อรถ Hybrid หรือ EV เหรอไง?

จากข่าว และข้อมูลนี้ ทำให้เรารู้อย่างแรกเลยก็คือ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า จะเคลื่อนที่ออกตัวเร็วกว่า รถที่ใช้น้ำมันทั้งดีเซลและเบนซิน  เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าในรถ Hybrid ให้แรงบิดเต็ม 100% แม้ว่ารอบรถยนต์จะต่ำก็ตาม ดังนั้น การให้ข้อมูลกับบริษัทผลิตรถยนต์ทุกแห่ง ในการปรับปรุงแก้ไข อุปกรณ์หรือส่วนเติมในรถยนต์ รุ่นต่อๆไป น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

อย่างที่สองคือ หากคุณอยากซื้อรถยนต์ไฮบริดจริงๆ คุณควรต้องทดสอบ ทดลองขับ และอย่าขับเร็ว อย่าขับจี้ตูดรถคันหน้า และต้องขับให้ชินกับจังหวะเร่งเครื่องเสียก่อน

อย่างที่สามคือ ต้องเข้าใจเลยว่า บริษัทประกันรถยนต์ หรือ Broker มีหน้าที่ตั้งราคา ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ ตามความเสี่ยงของรถยนต์ และปัจจัยอื่นๆอยู่แล้ว และการใช้รถยนต์ Hybrid หรือ EV จะทำให้มีราคาค่าเบี้ยประกันสูงกว่า รถยนต์ที่ใช้ Petrol หรือ Diesel นั่นเอง ดังนั้น ควรจะต้องเก็บเงินเก็บทอง ไว้รับมือกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ที่จะเพิ่มขึ้นด้วย


READ MORE :