ads

ไม่ใช่หนี ไม่ใช่ไม่จ่าย แต่เข้าไปเจรจา

มีความเป็นไปได้สูงว่า คนเราในชีวิตนึงจะมี การเปลี่ยนแปลงในชีวิตในแง่ลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเงิน แม้แต่ผู้ที่ได้มีการวางแผนทางการเงินเป็นอย่างดี ก็สามารถพลาดและอาจมาถึงจุดตกต่ำได้ ซึ่งเมื่อถึงจุด Financial Crisis แล้ว การผิดนัดชำระหนี้ ในเรื่องของการผ่อนบ้าน หรือ ผ่อนรถไม่ไหว ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และก็มีกันทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นรถยนต์ ที่ไม่สามารถผ่อนให้หมดได้ บางคนอาจตกใจ หนี ไม่จ่าย แต่จริงๆแล้ว พยายามใจเย็น เพราะมันมีทางเลือกหลายทางหากเริ่มรู้ตัวว่าผ่อนรถไม่ไหวแล้ว เรามาดูกันว่าคนส่วนใหญ่ที่เจอปัญหาอย่างนี้ จะทำยังไงกันเพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุด?

1ถ้ารถมีมูลค่ามากกว่า ที่ติดหนี้อยู่ : ให้ขาย หรือรีไฟแนนซ์

การที่รถยนต์คันที่ผ่อนไม่ไหวนั้น ยังมีมูลค่าหรือราคาตลาดสูงอยู่ นั่นถือว่ายังโชคดี และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรนึกถึงเป็นอันดับแรกหลังจากที่รู้ตัวว่าผ่อนรถไม่ไหวแล้ว นั่นก็คือ ให้หาราคารถยนต์ที่ตัวเองเป็นเจ้าของอยู่นั่นเอง คือถ้าติดหนี้น้อยกว่ามูลค่ารถยนต์ในตลาด จะทำให้เจ้าของรถมีตัวเลือกสามารถขายหรือ รีไฟแนนซ์ได้ แต่ถ้าในทางกลับกันคือ ติดหนี้มากกว่ามูลค่ารถยนต์ อันนั้น จะต้องไปอีกทางเลือกหนึ่ง

ถ้าทำใจได้ขายรถไปเลย : มูลค่ารถยนต์ มากกว่าที่เป็นหนี้อยู่ การขายรถไปเลย จะทำให้เราได้เงินมาก้อนใหญ่ ที่เพียงพอที่จะสามารถมาปิดหนี้ไฟแนนซ์ได้ และยังมีเงินเหลืออีกส่วนหนึ่งที่สามารถนำมาเก็บไว้เป็นทุนชีวิตต่อ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำให้เสียเครดิตด้วย

ทำใจไม่ได้ ให้รีไฟแนนซ์รถยนต์ : มันคือการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมดนั่นเอง การรีไฟแนนซ์ รถยนต์ที่มีมูลค่ามากกว่า หนี้ จะเป็นผลดีนั่นก็คือ เราจะสามารถที่จะยืดระยะเวลาการผ่อนกับไฟแนนซ์เจ้าใหม่ได้ หรือ ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า หรือ สามารถผ่อนต่อเดือนได้น้อยลง ทำให้ยังสามารถเก็บรถไว้ใช้ต่อได้ ไม่ต้องขาย

2

ถ้ารถมีมูลค่าต่ำกว่า ที่ติดหนี้อยู่ : มีทางเลือกน้อยมาก

เรียกได้ว่าอาจเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก หากรถยนต์ที่ยังผ่อนอยู่ เกิดมีมูลค่าตกลง และมีมูลค่าน้อยกว่าที่เป็นหนี้ไฟแนนซ์อยู่ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า รถไม่ได้เป็นที่นิยม หรือ ทำการรีไฟแนนซ์มาก่อนหน้าโดยที่รถยนต์มีมูลค่าเก่าแล้ว หากเกิดสถานการณ์นี้เกิดขึ้น อาจจะสามารถรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินได้ ซึ่งอาจมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ และอาจเป็นผลให้ ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า ณ วันที่ผ่อนหมด

3

เข้าไปเจรจากับทางบริษัทไฟแนนซ์

การเข้าไปคุยกับบริษัทไฟแนนซ์ ตัวต่อตัวเป็นอะไรที่ดีที่สุด และมันอาจเป็นจุดเปลี่ยนจากที่รถกำลังจะโดนยึด กลายเป็นยังคงผ่อนต่อได้ในค่างวดที่ถูกกว่าเดิม ด้วยระยะเวลานานขึ้น (รีไฟแนนซ์บริษัทเดิม)

เพราะการที่รู้ตัวว่าผ่อนไม่ไหว และเข้าไปคุยเพื่อเจรจา มันคือการที่บอกให้เจ้าหนี้รู้ว่า เราอยากจ่าย แต่เราไม่มีจ่าย และเพราะทางสถาบันการเงินแต่ละที่เค้าก็ต้องอยากรู้ว่าคนที่ผ่อนอยู่ มีปัญหาอะไร ที่ทำให้ผ่อนไม่ไหว เช่นหัวหน้าครอบครัวเจ็บป่วย เสียชีวิต หรือ เป็นคนว่างงาน และแม้แต่เหตุการณ์สำคัญๆในชีวิต ที่มีผลกระทบต่อการผ่อนจ่าย

สถาบันการเงินบางแห่งอาจมีการให้พักการจ่ายจนกว่าจะจ่ายไหว โดยที่จะคิดดอกเบี้ยเท่าเดิม หรือ บางแห่งจะทำเรื่องรีไฟแนนซ์ให้ทำให้จ่ายได้น้อยกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี หากไม่ได้เข้าไปเจรจากับทางสถาบันการเงินหรือ บริษัทไฟแนนซ์ หลังจากไม่ได้ผ่อนมา 3 เดือน รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์อาจถูกตามและยึดมาเก็บไว้ที่บริษัทไฟแนนซ์

4

หากรถโดนยึด จะต้องทำยังไง?

ตื่นขึ้นมาเช้าวันนึง เดินออกไปหน้าบาน พบว่ารถยนต์ไม่อยู่แล้ว นั่นอาจเป็นไปได้ว่า รถโดนไฟแนนซ์ยึดไปแล้วก็เป็นได้ ซึ่งทางบริษัทไฟแนนซ์เค้าก็อาจเปิดโอกาสให้มาไถ่ถอนคืนได้ และถ้าเค้าให้มาขอคืนเราต้องรีบไปเอาคืนทันที นั่นเป็นเพราะว่า โอกาสที่จะได้รถคืนนั้นมีน้อยมากๆ เนื่องจากรถยนต์ที่ถูกยึดจะถูกเข้ากระบวนการขายทอดตลาด ในการประมูลรถยนต์ และในบางครั้งไม่ถึงครึ่งเดือนก็ประมูลได้แล้ว

หากโดนยึดไปเรียบร้อยแล้ว ทางสถาบันการเงิน จะนำไปขายทอดตลาด ซึ่งโดยมากแล้วจะเข้าสู่กระบวนการประมูลรถ โดยที่เค้าต้องประมูลให้ได้ราคาดีที่สุด ซึ่งถ้า รถยนต์ได้ราคาที่ดี จนสามารถมาหักหนี้กับทางธนาคารได้ ส่วนที่เหลือ จะถูกคืนให้กับผู้ครองครองรถเดิม (ผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้) แต่ถ้ามูลค่าไม่ถึงมูลหนี้ที่เค้าคิดออกมา ผู้กู้จะต้องรับผิดชอบจ่ายคืนส่วนเกิน

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้กู้ โดยยึดรถ และถูกขายทอดตลาดในราคา 450,000 บาท แต่มูลหนี้มีอยู่จริงแค่ 300,000 บาท (รวมค่าปรับ ค่าใช้จ่ายต่างๆ) ทางไฟแนนซ์ จะคืนเงินให้อีก 150,000 หลังหักค่าใช้จา่ยต่างๆแล้ว แต่ถ้ารถขายได้น้อยกว่าหนี้ ทางไฟแนนซ์อาจทำการฟ้องร้องบังคับคดี ถึงขั้นที่สามารถยึดเงินเดือนบางส่วนแต่ละเดือนได้จนกว่าจะหมดหนี้เลยทีเดียว

5

คืนรถให้ไฟแนนซ์ : เป็นทางเลือกที่ไม่ควรทำ

ในต่างประเทศก็มีวิธีแบบนี้ โดยเรียกว่า Voluntarily Surrender หรือ เต็มใจยอมคืนรถให้กับไฟแนนซ์ ซึ่งทางไฟแนนซ์ก็จะนำเอารถไปประมูลอีกเช่นกัน แต่วิธีนี้ จะไม่ได้ทำให้เกิดประวัติค้างชำระหนี้สิน ซึ่งจริงๆแล้วก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

6

เอารถไปซ่อน หนีไฟแนนซ์


ต้องบอกว่า วิธีนี้ไม่ได้ผลหรอก และอย่าทำเป็นอันขาด เพราะนอกจากผิดกฎหมายแล้ว วันยังค่ำไฟแนนซ์จะต้องตามรถเจอได้ และต้องเสียค่าปรับ ค่าขึ้นศาล ถูกฟ้องร้องอีก และ มีประวัติที่ไม่ดี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินได้ และเผลอๆ ออกนอกประเทศไม่ได้อีก

ในต่างประเทศรถสำหรับลากจูง หรือรถที่มายกรถของผู้หนีหนี้ และเอารถไปซ่อน เค้าจะมีกล้องที่คอยบันทึกวีดีโอ และ ถ่ายภาพทะเบียนรถยนต์ได้ทุกคัน ทำให้สามารถตามหารถเจอได้ง่ายกว่า

คำแนะนำที่ดีที่สุด สำหรับคนที่ผ่อนไม่ไหว

จะทำอย่างไรดี? มันต้องเป็นการวางแผนตั้งแต่เริ่มต้นซื้อรถ ไม่ควรซื้อรถราคาแพงเกินไป และหากเป็นไปได้ รถยนต์หรู ราคาแพงๆ ที่มีบอลลูน ควรหนีให้ไกล เพราะมันจะมีระยะเวลาผ่อนที่ยาวนาน และ ต้องจ่ายเงินก้อนอีกต่างหาก

วิธีที่ดีที่สุดคือไม่หนีไฟแนนซ์ ไม่เอารถไปซ่อน แต่มันคือการวางแผนการเงิน ตั้งแต่ต้น เช่น เราควรมีเงินสดติดธนาคารไว้ เพื่อให้อยู่รอดได้อย่างน้อยๆ 6 เดือนขึ้นไป ไม่ใช่เอาเงินไปดาวน์รถ ซื้อรถ หรือ ซื้อของที่ไม่เกิดรายได้ แต่ยังเพิ่มหนี้เสียอีก

หากรู้ตัวว่าผ่อนไม่ได้ ให้รีบปรึกษาไฟแนนซ์ เพื่อทำการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด หรือ หากไม่ได้ ก็ควรเข้าไปเจรจา อย่าปล่อยให้ปัญหายืดยาว จนบานปลาย เชื่อเถอะ ไม่คุ้มกันหรอก

ความรู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

ความรู้เกี่ยวกับการจำนำทะเบียนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์