กุมารแพทย์แคนาดา ระบุ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบห้ามใช้หน้าจอใดๆ

ads

เลี้ยงลูกด้วยมือถือ ผลเสียของการติดหน้าจอ

หากยังจำกันได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้จะมีโฆษณาโทรทัศน์ตัวหนึ่ง จาก advice ออกมาบอกว่าจะไม่ขายอุปกรณ์ Tablet ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ เนื่องจากอาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก  เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงอยู่ในวงกว้าง  คนที่เป็นลูกหลานของหมอเด็กจะทราบกันอยู่แล้วว่า จะผิดต่อหลักพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก และระบบทัศนวิสัยโครงสร้างสายตาของเด็กที่อยู่ในวัยที่ต้องเติบโต

ในประเทศไทย แท็บเล็ตที่ได้รับความนิยม ได้แก่  ซัมซุง หัวเหว่ย ไอแพด  มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2,790 บาท เท่านั้น  โดยผู้ใหญ่ มักใช้ดูคลิปวิดีโอ เชื่อมต่อผ่าน Wifi อ่านข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่เด็กเล็ก มักจะได้รับการเปิดการณ์ตูนให้ดู หรือ ฟังเพลง 

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์  จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ประจำโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย เป็นทั้งจิตแพทย์ และนักเขียน ที่ห่วงใยเรื่องราวการเลี้ยงลูกสมัยใหม่ของคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่าน ที่ถกเถียงกันมานานว่า การเลี้ยงลูกด้วยหน้าจอส่งผลเสียอย่างไรบ้าง?

ทำไม แคนาดา จึงประกาศ ว่าไม่ควรให้เด็กอยู่หน้าจอ

ตามประกาศที่คุณหมอนำมาโพสต์นี้ ระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ควรจะอยู่กับหน้าจอได้ไม่เกินวันละชั่วโมง และเด็กเล็กต่ำกว่า 2 ขวบ  ไม่จำเป็นจะต้องอยู่กับหน้าจอเลย และควรงดระหว่างมื้ออาหาร เพราะมันไม่มีประโยชน์เลย  หน้าจอนี้รวมไปถึง แท็บเลต, โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรทัศน์ก็ตาม  โดยทางกุมารแพทย์ออกมาระบุ 3 ข้อ

  1. ไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้หน้าจอ เนื่องจากไม่มีเอกสารรับรองว่ามันมีประโยชน์ และปลอดภัยหรือเปล่า  และหากเกิดความผิดปกติกับสายตาของลูกคุณ ทางเจ้าของเครื่องมือนั้นก็ไม่ได้ออกมารับรองและชดเชยให้
  2. เด็กวัย 3 – 5 ปี ไม่ควรดูหน้าจอเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
  3. หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอ ระหว่างมื้ออาหาร และ ก่อนนอน

บางบ้านมี Tablet วางอยู่หัวเตียง หรือ พื้นที่ที่หยิบง่ายมาก  หากเด็กนำมาเล่นในตอนกลางคืนก็จะนอนไม่หลับ ด้วยแสงจ้าไปกระตุ้นให้ทั้งตาและสมองตื่นตัว  และตอนเช้าเมื่อหยิบมาเล่นบนที่นอน ก็ทำให้ไม่อยากลุกไปทำกิจกรรมอื่นของวัน สร้างผลเสียต่อวินัยเชิงบวกของเด็ก

และเด็กวัย แรกเกิด – 5 ขวบ กำลังมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านการหยิบ จับ ฉีก  ซึ่งหากเขาต้องถือสิ่งของสิ่งเดียว  ไม่ลุกไปวิ่งเล่น ไม่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะทำให้การเติบโตช้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นห่วง เหมือนกับว่าปล่อยให้ลูกได้วิ่ง ได้ซน จะยิ่งเติบโตสมบูรณ์แบบกว่าการนั่งดูการ์ตูน (แต่ก็ต้องระวังไม่วิ่งทำข้าวของพัง)

หากคุณไม่อยากได้ลูกหลาน ที่มีอาการสายตาผิดปกติตั้งแต่ยังเด็ก ก็พยายามหยุดยัดเยียด สิ่งอำนวยความสะดวกชั่วคราวอย่างอุปกรณ์หน้าให้กับพวกเขา ในช่วงวัยที่ยังไม่พร้อม  จิตแพทย์แนะนำว่า หากคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ไม่เล่นมือถือ ลูกก็ไม่ซึมซับ และไม่เรียกร้อง

ถ้าลูกขอเล่นหน้าจอ ทำอย่างไร?

ทั้งหน้าจอโทรศัพท์ และ แท็บเล็ต เก็บใส่กระเป๋า และต้องมั่นใจว่าสามารถเก็บควบคุมได้อย่างแน่นหน้า กลับบ้านก็ต้องล็อกกุญแจ (ต้องทำขนาดนั้นเลยหรอ.. ใช่ค่ะ เห็นมาหลายบ้านแล้วที่ลูกคว้าหยิบมาทำแตก) เด็กเล็กจะไม่หยิบโทรศัพท์มาเล่นก็ต่อเมื่อไม่เห็นคนรอบข้างเล่น   เพียงแค่พาลูกออกจากบ้านแล้วลูกเห็นคนอื่นเล่น ก็อาจจะร้องขอแล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือ ค่อยๆ อธิบาย แต่เด็กวัย 2 ขวบอาจจะยังเข้าใจได้ไม่มาก ต้องจูงเด็กออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น ดูบรรยากาศรอบๆ ร้านอาหาร  พูดคุยหรือเล่นกับญาติๆ โดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือ และเด็กยังไม่ควรอยู่กับหน้าจอตามลำพัง (ที่เชื่อมต่อ Internet / Social Media) จนกว่าจะอายุเกิน 13 ปี เพราะยังเป็นช่วงวัยที่ไม่สามารถแยกความจริงกับจินตนาการได้อย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ระบุอยู่ในข้อสัญญา Privacy / Manual การใช้งานของ Microsoft และโปรแกรมอื่นๆ ก็มี

มีคำถามถามว่า ถ้าลูก VDO Call คุยกับญาติ ทำได้ไหม?

คุณหมอตอบว่าได้ แต่ไม่ควรนาน เนื่องจากการมองหน้าจอด้วยสายตาโดยตรง ปัจจุบันนี้ยังถกเถียงกันเรื่องแสง Blue Light ที่มีผลต่อการรับแสงของตามนุษย์ และดวงตาของเด็กยังต้องได้รับการเจริญเติบโตอีกมาก การเพ่งมองจอเป็นแสง จุดเดียวนานๆ นั้น จะทำให้กล้ามเนื้อที่ดึงม่านตานั้นเกร็ง เพราะฉะนั้น ควรพาออกไปมองโลกกว้างดีกว่าค่ะ

ผลเสียของแสง Bluelight

แสงสีฟ้า   ที่เป็นอันตรายจากหน้าจอ นั้น เกิดจากอุปกรณ์ดิจิตัล แสงสีฟ้าทำให้รูม่านตาขยาย  ซึ่งแสงสีน้ำเงินเป็นโทนสีที่ทำให้ร่างกายมนุษย์หลั่งฮอร์โมน เมลาโทนีน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา  เป็นสาเหตุที่ทำไมเรานอนไม่หลับ เพราะฉะนั้นหากใกล้เข้านอนไม่ควรมีมือถือมาไว้ใกล้ตัว

แสงสีน้ำเงินยังมีผลต่อเรื่องสุขภาพด้วย โดยการวิจัยของคณะนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้นำอุปกรณ์ที่มีแสงสีฟ้า มาทดลองกับกลุ่มอาสาสมัคร ผู้ที่รับมากเกินไป จะมี อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ทำให้มีผลต่อ ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วน และหากต้องการอ่านอะไรดีๆ ก่อนนอน แนะนำให้อ่านหนังสือ จากแสงเทียน หรือ แสงจากหลอดไฟสีขาว ช่วยกระตุ้นให้อยากนอนหลับมากกว่า (ข้อมูลจาก เว็บไซต์ essilor.co.th)

เมื่อฟังแล้วผลเสียที่ได้จากการเล่นหน้าจอกับเด็กเล็ก ยังมีผลอยู่มากทำให้คุณพ่อคุณแม่ชั่งใจได้ไม่น้อย ดังนั้นใครที่ไม่อยากเสี่ยง ก็ฟังคุณหมอไว้ก็ดีนะคะ  คุณหมอประเสริฐ ยังมีหนังสืออีกหลายเล่ม เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กให้ติดตามอีกด้วย ถ้าออกเล่มใหม่ๆ มาแล้วเราจะนำมาบอกให้ทราบกันที่นี่ค่ะ

Read More :

  1. 3M ฟิล์มป้องกันคนมองหน้าจอคอมจากด้านข้าง

หนังสือ 6 เล่มที่ควรอ่านก่อนจะเลี้ยงลูก โดย หมอประเสริฐ