ads

ขั้นตอนตรวจรับเครื่อง iPhone 11 ที่ไม่ได้ซื้อมาจาก Shop Apple มีอะไรบ้าง

สำหรับใครที่สั่งจอง สั่งซื้อ หรือกำลังไปซื้อ iPhone 11 รู้หรือไม่ว่า ต้องตรวจเช็คอะไรบ้าง ? เพื่อให้มั่นใจว่า iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ที่คุณรับมานั้น ปราศจากปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น คุณจะได้นำ iPhone 11 กลับบ้านไปใช้งานอย่างมีความสุข


ซื้อ iPhone 11 เครื่องใหม่ ต้องเช็ค จุดไหนบ้าง ?


ไหน ๆ ก็ซื้อมือถือเครื่องใหม่ทั้งที ใคร ๆ ก็อยากได้ของใหม่และของดีเป็นเรื่องปกติ ยิ่งถ้าใครซื้อ iPhone 11 ด้วยแล้ว ก็อาจต้องไล่เช็คกันอีกรอบ แม้ว่าเครื่องส่วนใหญ่จะผ่านการตรวจสอบมาอย่างดี แต่เชื่อเถอะว่า อาจมีรายละเอียดหลายอย่างที่เราควรต้องเช็คก่อน เพื่อความสบายใจ ส่วนต้องเช็คอย่างไร มองจุดไหนบ้าง ตามไปดูกันเลย

1 เช็คภายนอก

ลำดับแรก เช็คกันที่กล่อง iPhone 11 เลยจ้า มาสภาพเป็นยังไง มีรอยบุบ รอยยุบตรงมุมไหนหรือไม่ ที่สำคัญกล่อง iPhone 11 ต้องอยู่ในซีลไม่มีการแกะใด ๆ ยิ่งถ้าคุณไม่ได้ซื้อเครื่องที่ศูนย์แนะนำว่า ต้องเช็คดี ๆ เพราะสามารถนำกล่องมาซีลใหม่ได้

2 ตรวจเช็คอุปกรณ์ว่า ครบหรือไม่ ?

เมื่อเปิดกล่อง iPhone 11 ขอให้คุณเริ่มไล่เช็คก่อนว่า อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนั้นครบถ้วน และอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ โดยอุปกรณ์ที่คุณจะพบ มีดังนี้

1. สีเครื่อง iPhone 11, iPhone 11 Pro หรือ iPhone 11 Pro Max ต้องตรงกับที่กล่องระบุ รวมถึงต้องมีพลาสติกหุ้มตัวเครื่องไว้ด้วย

2. หูฟัง EarPods

3. สาย USB

  • iPhone 11 Pro : สาย USB‑C เป็น Lightning ไม่มีรอยขาดรอยฉีก
  • iPhone 11 : สาย Lightning เป็น USB

4. อะแดปเตอร์

  • iPhone 11 Pro : อะแดปเตอร์แปลงไฟ USB‑C ขนาด 18 วัตต์
  • iPhone 11 : อะแดปเตอร์แปลงไฟ USB

5. คู่มือ และอุปกรณ์สำหรับใช้เปลี่ยนซิมในเครื่อง

3 เช็คสภาพเครื่องภายนอก

สำหรับการเช็คสภาพเครื่องภายนอกนั้น ฝาหลัง กระจกหน้าหลัง เลนส์กล้อง กรอบ จอ ขอบเครื่อง มีรอยถลอกหรือรอยบิ่นหรือไม่ นอกจากนี้ ควรลองเขย่าเครื่องว่า ถ้าเขย่าแล้วไม่มีเสียง ปุ่มกดต่าง ๆ แน่น ไม่หลวม หรือกดยากจนเกินไป (บางปุ่มกดยากเพราะเป็นของใหม่) และตอบสนองได้ดี แสดงว่า ตัวเครื่องประกอบแน่น ส่วนวิธีเช็ครอยแตกหรือแยกนั้น ให้นำเครื่องมาส่องกับไฟ ถ้ามีรอยแยกจะมีแสงลอดออกมา

4 เช็คระบบภายใน

ตรวจสอบ IMEI เพื่อเช็คประกันของเครื่อง

อันดับแรกให้เช็คก่อนว่า IMEI ของเครื่อง ตรงกับที่เขียนในกล่องหรือไม่ ? ด้วยการเข้าไปเช็คที่ Setting > General > About เพื่อดูเลข IMEI จากนั้นให้นำ IMEI ไปตรวจสอบสถานะการรับประกันของ Apple และสิทธิ์ในการซื้อความคุ้มครอง AppleCare เพิ่มเติมของคุณ ผ่าน https://checkcoverage.apple.com/th/th/

เช็คเครื่องศูนย์ไทย

ให้ไปที่เมนู Setting > General > About > Model ถ้าเป็น iPhone เครื่องศูนย์ไทย เลขโมเดล (Model ) จะต้องลงท้ายด้วย TH เสมอ อาทิ MLXQ2TH/A ถ้าเป็นแบบนี้แล้วมั่นใจเลยว่าเครื่องไทยแน่นอน

เช็คสัญญาณ + ซิมการ์ด และระบบ 2 ซิม

ทดลองใส่ซิมการ์ดเครือข่ายในไทยเข้าไป โดยใส่นาโนซิมซึ่งเป็นซิมหลักเข้าไปก่อน ต่อมาให้ดูชื่อเครือข่ายใน Control Center และลองโทรเข้าออก จากนั้นค่อยเพิ่ม eSIM เข้าไป เพื่อตรวจสอบการทำงานของทั้ง 2 ซิม ถ้าเช็คสัญญาณโทรศัพท์สามารถใช้งานโทรเข้ารับสายหรือเล่นเน็ต 4G ได้ปกติ ก็ถือว่าผ่าน เตรียมไปตรวจสอบขั้นต่อไป

ระบบ Face ID

อย่างที่รู้กันว่า iPhone 11 มีระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า ฉะนั้น ให้คุณเข้าไปตั้งค่า Face ID เพื่อสแกนใบหน้า โดยตั้งค่าในขั้นตอนการ Activate (เปิดใช้งานตัวเครื่อง) จากนั้นลองปลดล็อคเครื่อวด้วยใบหน้าของคุณเอง ว่าระบบ Face ID สามารถใช้งานได้จริงไหม

ปุ่ม Power + ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

แม้ในตอนแรกคุณจะลองกดเช็คปุ่มต่าง ๆ ว่าแน่นหรือไม่ ? ไปแล้ว ก็ยังต้องเช็คการทำงานของปุ่มต่าง ๆ ด้วยอาจเริ่มจากปุ่ม Power เปิด-ปิดเครื่อง และปิดหน้าจอ, ปุ่มโฮม เมื่อกดแล้วต้องกลับมาหน้าจอโฮม, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงต้องทำงานได้ถูกต้อง

ปุ่มปิดเสียง Mute และระบบสั่น

สำหรับปุ่มที่ใช้ปรับให้สั่น จะอยู่ทางด้านข้างซ้ายของตัวเครื่องตรงบริเวณเหนือปุ่มปรับเสียง โดยหากเปิดโหมดสั่น ตัวเครื่องต้องสั่นด้วย เช็คการตั้งค่าการสั่นไปที่

  • Settings> Sounds> Vibrate
  • การตั้งค่า> เสียง> การสั่น

ลองปิดเปิด Vibrate on Ring (สั่นเวลาเสียงเรียกเข้า) และ Vibrate on Silent (สั่นเวลาเงียบ) ถ้าเครื่องสั่นก็ถือว่าปกติ แต่หากถือเครื่องอยู่แล้วสายเข้า แต่ไม่ดัง ให้วางมือถือไว้บนพื้นราบก่อน เพราะตั้งแต่ iPhone X ขึ้นไปเมื่ออัพเดท iOS13 แล้วจะมีระบบลดเสียงเมื่อมือถืออยู่ในมือ

กล้องหน้า-หลัง พร้อมแฟลชและ Live Photos
  • ลองใช้กล้องถ่ายรูปและแฟลช โดยการลองแตะเพื่อปรับโฟกัสภาพ (tap to focus) เพื่อทดสอบการถ่ายรูปตรงบริเวณที่สว่างที่สุด หรือที่มืดที่สุด ซึ่งปรกติแล้วกล้องจะต้องปรับความสว่าง และโฟกัสภาพไปที่บริเวณที่แตะ รูปที่ถ่ายสีต้องไม่เพี้ยน ลองซูมเข้า–ออกดู
  • ทดสอบแฟลชกล้องหลังโดยการเปิดแฟลชถ่ายหรือการเปิดไฟฉาย
  • ทดสอบการโหมดถ่ายภาพบุคคลกล้องหน้าและกล้องหลังว่าภาพเป็นหน้าชัดหลังเบลอหรือไม่
  • ทดสอบการโหมดถ่ายภาพบุคคลกล้องหน้าและกล้องหลังว่าภาพเป็นหน้าชัดหลังเบลอหรือไม่
  • ทดสอบโหมด Ultra Wide ของกล้องหลัง (0.5x) เพื่อทดสอบเลนส์ Ultra Wide
  • ทดสอบแฟลชกล้องหลังโดยการเปิดแฟลชถ่ายหรือการเปิดไฟฉายที่ Control Center หรือเปิดแฟลชกล้องหลังไว้ในแอปกล้อง
  • ทดสอบ Retina Flash กล้องหน้า โดยเปิดใช้แฟลชในแอปกล้อง
  • ทดสอบการถ่าย Live Photos กล้องหน้าและกล้องหลัง โดยการเปิดใช้ LIVE ที่ตรงกลางด้านบน ลองถ่ายและลองเปิดดูภาพที่ถ่ายว่าเคลื่อนไหวหรือไม่
  • ทดสอบการถ่ายวิดีโอ และเปิดดูว่ามีภาพและเสียงคมชัดหรือไม่
ทดสอบเสียงลำโพง หรือเสียงเรียกเข้า

ลำโพงของ iPhone 11 อยู่ตรงบริเวณด้านล่างขวาและด้านบนข้างกล้องหน้า ให้คุณเช็คเสียงจากลำโพงด้านล่างโดยการทดสอบปรับเปลี่ยนเสียงเรียกเข้า ลำโพงส่วนนี้จะต้องดัง สำหรับวิธีเช็คเสียงลำโพงให้ไปที่

  • Settings> Sounds> Ring And Alert
  • การตั้งค่า> เสียง> เสียงกริ่งและเสียงเตือน

นอกจากเสียงเรียกเข้าแล้ว คุณควรลองเปิดเพลงจาก YouTube หรือ Apple Music ดูว่า ลำโพงดังไหม หรือเสียงแตกหรือเปล่า ถ้าลองปรับเพิ่ม-ลดเสียง พบว่า ทำงานปกติก็ผ่าน

เสียงลำโพง

ทดสอบลำโพงส่วนนี้ ด้วยการโทรออกแล้ว เช็คว่าได้ยินเสียงชัดเจนหรือไม่ และทดสอบปรับเพิ่ม-ลดเสียงโดยการโทร Facetime แบบเสียงว่า ได้ยินไหม อย่าลืมแกะพลาสติกกันรอยหน้าจอที่มาพร้อมกับเครื่องในตอนแรกออก เพราะพลาสติกมันทับรูลำโพงทำให้คุณไม่ได้ยินเสียง

เช็คหูฟัง

หูฟังของ iPhone 11 ไม่ได้ทำแค่โทรเข้าโทรออกรับสายเท่านั้น ยังใช้เป็น Remote ถ่ายรูปได้อีกด้วย ให้คุณเปิดกล้องก่อนแล้วกดที่หูฟังเพื่อใช้เป็นคำสั่งถ่ายภาพ หากมันกดไม่ได้ต้องติดต่อเปลี่ยนทันที

เช็คโมโครโฟน

ทดสอบโดยการโทรออกและการใช้แอปบันทึกทึกเสียง หรือการเช็คด้วยแอปกล้องแล้วลองอัดวิดีโอดู เมื่ออัดเสร็จแล้ว ลองกดเล่นวิดีโอและฟังเสียง หรือจะลองโทรเข้าและพูดผ่าน iPhone เลยก็ได้ ทั้งนี้ แนะนำให้คุณนำหูฟังมาทดสอบพร้อมขั้นตอนนี้ได้เลย

เซ็นเซอร์ปิดจอขณะโทร

ในการทดสอบจุดนี้ ให้คุณโทรเข้า-ออก แล้วเอามือปิดที่เซ็นเซอร์ด้านซ้ายในส่วนรอยบาก เพื่อดูว่า หน้าจอดับหรือไม่ขณะโทร ถ้าจอดับก็ถือว่าผ่าน แต่เมื่อเอามือออกหน้าจอต้องแสดงเหมือนเดิม

ตรวจเช็คการเชื่อมต่อทุกประเภท
  • ให้ทดสอบเชื่อมต่อ Wi-Fi โดยการเปิด Wi-Fi และเข้าใช้ Wi-Fi ของร้านหรือผู้ให้บริการว่าสามารถเชื่อมต่อและใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ปกติหรือไม่
  • การเชื่อม Bluetooth ให้ทดสอบ โดยไปที่การ Settings > Bluetooth > แตะเปิด และดูว่า Bluetooth สามารถค้นหาอุปกรณ์ใกล้เคียงเจอหรือไม่ อาทิ หูฟังบลูทูธ ลำโพง โดยอาจจะขอยืมอุปกรณ์บลูทูธจากทางร้าน
  • เปิดเซลลูลาร์ และดูสัญญาณโทรศัพท์ด้านมุมบนซ้ายของหน้าจอว่าแสดง 3G/4G หรือไม่ พร้อมกับลองเข้า Safari เพื่อลองเข้าเว็บไซต์เช็คการใช้งานอินเทอร์เน็ต
ทดสอบชาร์จแบตเตอรี่

ให้ลองเสียงหัวชาร์จ Lightning ทั้ง 2 ด้านว่า สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้หรือไม่ ? หากที่ร้านมีแท่นชาร์จไร้สาย ก็อาจจะขอทดสอบการชาร์จไร้สายด้วย แต่ iPhone 11 ขึ้นไปจะไม่โชว์เปอร์เซ็นต์แบตเตอร์รี่ เพราะมีหน้าจอเป็นแบบติ่ง

Haptic Touch

ใน iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ไม่มีระบบ 3D Touch เหมือน iPhone รุ่นก่อน ๆ โดยมีการเปลี่ยนมาใช้งาน Haptic Touch แทน ซึ่งการทดสอบ Haptic Touch ก็ไม่ยาก เพียงเปิด Control Center แล้วแตะค้างไว้ที่บริเวณการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Blutooth ต้องมีการตอบสนองการสั่น Haptic Touch และเปิดหน้าจอตัวเลือกการเชื่อมต่อทั้งหมดขึ้นมา

ทดสอบ Tap to Wake

ใน iPhone 11 ทั้ง 3 รุ่น ต้องรองรับ Tap to Wake หรือการแตะเพื่อปลุก โดยทดสอบด้วยการวาง iPhone ไว้เฉย ๆ แล้วปล่อยให้หน้าจอดับดำสนิท จากนั้นใช้นิ้วแตะที่จอ 1 ครั้ง ดูว่าหน้าจอแสดงขึ้นมากหรือไม่ ?

หน้าจอ Dead & Bright Pixel

การทดสอบหาจุดของ LCD และ OLED ที่เสีย มีวิธีสังเกตง่าย ๆ นั่นคือ เมื่อเปิดดูสีใด ๆ ใน 5 สี คือ ดำ ขาว แดง เขียวและน้ำเงิน สีนั้น ๆ จะต้องแสดงเป็นสีเดียวกันทั้งหมด อาทิ ทดสอบสีดำจอต้องดำหมด ห้ามมีจุดสีขาวขึ้นมา (ถ้ามีจุดสีขาวโผล่มาเรียก Bright Pixel) หรือทดสอบสีขาวห้ามมีสีดำโผล่มา (ถ้ามีดำโผล่มาเรียก Dead Pixel)

หรือเปิดวิดีโอ Dead Pixel Test ใน YouTube แล้วลองหมุนหน้าจอเป็นแนวนอนและเปิดหน้าจอวิดีโอให้เต็มจอ พร้อมกับเช็คหาจุดเสีย ถ้าหน้าจอปกติดี จะต้องไม่มีจุดดำโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอ

เซ็นเซอร์การหมุนจอ

ทดสอบการหมุนจอด้วยการเปิดแอปแล้วหมุนหน้าจอเป็นแนวนอนและแนวตั้ง และสังเกตการทำงานว่าหมุนได้ตามปกติหรือไม่ รวมถึงให้ทดสอบการล็อคหน้าจอ โดยเปิด Control Center ว่าเมื่อล็อคแล้ว หน้าจอยังหมุนอยู่หรือไม่

เช็ค GPS

ทดสอบระบบ GPS โดยการตั้งค่าเปิด GPS ที่ Settings > Privacy > Location Services > เปิด Location Services (บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง) จากนั้นให้เปิดแอปแผนที่ และลองแตะระบุตำแหน่งที่ตั้งด้านบนขวา เพื่อระบุพิกัดล่าสุด แล้วดูว่า GPS สามารถบอกตำแหน่งถูกต้องหรือไม่

ทดสอบ Siri 

ทดสอบโดยการกดปุ่มโฮมค้างไว้ ลองคุยกับมันสัก 1 ประโยค เพื่อดูว่า Siri รับคำสั่งและตอบได้หรือไม่ แต่ก่อนทดสอบอย่าลืมเปิดอินเทอร์เน็ตนะ ไม่งั้นทดสอบให้ตาย Siri ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองคุณแน่นอน

ทดสอบเข็มทิศ

เปิดแอปเข็มทิศหรือ Compass ขึ้นมา จากนั้นลองหันไปยังทิศทางที่เรารู้จัก เช็คว่าทิศทางถูกต้องหรือไม่

ทดสอบ Gyroscope 

สำหรับ Gyroscope นั้น ถือว่าเป็นเซ็นเซอร์การเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ ทำหน้าที่จับทิศทางการหมุนและเอียงของอุปกรณ์ ซึ่งการทดสอบ Gyroscope เพียงคุณดาวน์โหลดเกมมาลองเล่นดูว่า สามารถเอียงหรือเคลื่อนไหวได้ตามที่เราบังคับหรือไม่ หากไม่มีการเคลื่อนไหวแสดงว่าอุปกรณ์อาจมีปัญหา

ทดสอบเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์

แนะนำให้คุณลองเชื่อมต่อ iPhone เข้ากับคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คดูว่า iTunes มองเห็น iPhone เครื่องนั้น ๆ หรือเปล่า

ตรวจสอบแถบวัดความชื้น

ในการตรวจสอบแถบวัดความชื้น ขอให้คุณดูบริเวณที่เสียบช่องใส่ถาดซิมการ์ดว่า มีแถบสีขาว ๆ อยู่หรือไม่ แถบนี้ต้องเป็นสีขาว ไม่เปลี่ยนเป็นสีดำหรือแดงเด็ดขาด

และทั้งหมดนี่ คือ วิธีการเช็ค iPhone 11 แต่ละจุดที่ลูกค้าเช่นคุณควรรู้ก่อนรับเครื่องแล้ว เอาไปนอนเล่นต่อที่บ้าน ทั้งนี้ หากพบปัญหาระหว่างการเช็คแนะนำให้แจ้งพนักงานโดยทันที ส่วนใครที่เช็คละเอียดแล้ว ยังไง๊ ยังไง ก็ไม่เจอข้อผิดพลาด แต่พอใช้งานไปเรื่อย ๆ เครื่องกลับมีปัญหา ก็สามารถนำเก็บใบเสร็จไปแจ้งเคลมกับทางศูนย์ฯ ได้เช่นกัน ฉะนั้น อย่าเผลอทิ้งใบเสร็จกันนะ


READ MORE :