เตือนทั่วโลก ! ไวรัสโควิด-19 ปรับตัวแพร่เชื้อ กลายพันธุ์เป็น 2 ชนิด

#โควิด19กลายพันธุ์ อันตรายแค่ไหน

ในวันที่ #COVID19 ยังใจร้าย เมื่อยอดรวมผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก พุ่งแตะ 98,420 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,385 คน ส่วนหลายประเทศอาการหนักไม่ต่างกัน หลังผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศขยับตัวเลขขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น…

อิตาลี 

พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว 3,858 คน เสียชีวิต 148 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ใน Lombardy และเป็นการเสียชีวิตนอกจีนมากที่สุดในขณะนี้

เยอรมนี

เป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเกือบทุกรัฐของประเทศ โดยตอนนี้ มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 พุ่งเป็น 545 คน

ฝรั่งเศส

สถานการณ์ในฝรั่งเศส พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วประเทศแล้ว จำนวน 423 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว คือ 7 คน

อิหร่าน 

ประธานาธิบดี “ฮัสซัน รูฮานี”ของอิหร่าน ยอมรับว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แพร่ระบาดไปทั่วประเทศแล้ว ซึ่งทางการกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดให้ได้ โดยยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอิหร่าน เพิ่มขึ้นเป็น 3,513 คน เสียชีวิตแล้ว 108 คน

ไทย

หลังเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 กระทรวงสาธารณสุข แถลงยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในไทยทั้งสิ้น 47 คน ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิต ยังคงที่ 1 คน ข่าวคราวตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ +4 ภายในวันเดียว สร้างความหวาดกลัวให้กับคนไทยไม่น้อย แม้ตรวจสอบแล้ว พบว่า ผู้ติดเชื้อเป็นผู้ที่เดินทางมาจากอิตาลีและอิหร่านก็ตาม

ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน หลายคนก็ต่างภาวนาว่า เจ้าเชื้อไวรัสตัวร้ายนี้ จะไม่มีการกลายพันธุ์ แต่แล้วเรื่องที่หลายคนต่างวิตกกังวลก็เกิดขึ้นจริง หลังสำนักพิมพ์ South China Morning Post เปิดเผยว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยกรุงปักกิ่ง และสถาบันเคมีและจุลวิทยาของนครเซี่ยงไฮ้ ค้นพบว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ #โควิด19 (COVID-19) ได้วิวัฒนาการออกเป็น 2 ชนิด ซึ่งเกิดจากการ “กลายพันธุ์” และพัฒนาตัวเองของเชื้อไวรัส เป็นผลให้ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ จะมีอาการติดเชื้อแตกต่างกัน ประกอบกับเชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์ ยังมีความสามารถในการกระจายตัวในสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย


#โควิด19กลายพันธุ์ มีกี่ชนิด ? ติดต่อทางไหน


สำหรับโคโรนาไวรัสตัวที่กลายพันธุ์ ที่นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนค้นพบนั้น มี 2 ชนิด โดยมีชื่อเรียก ระดับความรุนแรง ไปจนถึงวิธีการแพร่กระจาย ดังต่อไปนี้

ไวรัสโควิด-19 ชนิดแอล (L Type)

เป็นไวรัสกลายพันธุ์สามารถติดต่อ และแพร่กระจายได้มากกว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ชนิดแอล (S Type) เพราะไวรัส L Type แพร่กระจายทางอุจจาระ และปัสสวะ นอกจากการแพร่ระบาดทางละอองทางเดินหายใจ

ไวรัสโควิด-19 ชนิดเอส (S Type)

สำหรับไวรัสโควิด-19 ชนิดเอส (S Type) แพร่ระบาดทางละอองทางเดินหายใจเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ไวรัสโควิดไนน์ทีน พันธุ์ S ยังไม่กลัวความร้อน สามารถปรับตัวได้ตามสภาพอากาศ อีกทั้งแสดงอาการเงียบ ๆ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่า เมื่อมีคนติดเชื้อจะไม่แสดงอาการ และจากคนไม่น่าสงสัยติดเชื้อ กลับกลายมาเป็นคนแพร่เชื้อ มาแบบเงียบ ๆ ไม่ทำให้คนตาย หรือเข้าใจกันง่าย ๆ ว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ S Type กำลังทำหน้าที่เป็นพาหะของโรค

เมื่อเปรียบเทียบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ ปรากฏว่า เป็นไวรัส L Type ประมาณ 70% และเป็นไวรัส S Type ประมาณ 30% นั่นแสดงให้เห็นว่า ไวรัส L Type มีความร้ายแรงกว่าและแพร่กระจายอย่างเร็ว แต่ถึงอย่างไรก็ ไม่อาจสรุปได้ว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ไหนร้ายแรงมากกว่ากัน เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ว่า โคโรนาไวรัสจะมีโอกาสวิวัฒนาการปรับตัวได้อีก

แต่ท้ายที่สุด การติดตามข่าวสารการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างใกล้ชิด รวมถึงปฎิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” รวมถึงหลีกเลี่ยงการไปในที่แออัด และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก ก็ถือเป็นการเซฟตัวเองและผู้อื่นด้วย

ส่วนใครที่อยากเพิ่มความมั่นใจว่า ตนจะได้รับความคุ้มครองเพิ่มเติม หากเจ็บป่วยด้วยเชื้อไวรัสโคโรนา ก็สามารถเลือกทำ “ประกันไวรัสโคโรนา” ติดไว้ได้เช่นกัน โดยปัจจุบันมีบริษัทประกันภัยหลายแห่งที่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 เพื่อเป็นทางเลือกของประชาชนมากมาย


READ MORE :