ประกันสังคมขยายเวลาเกษียณอายุ จาก 55 ปี เป็น 60 ปี รายละเอียด

สปส. เล็งปฏิรูประบบบำนาญชราภาพ เริ่มใช้กับผู้ประกันตนรายใหม่

วานนี้ 20 ธ.ค.64 สปส.แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฎิรูประบบบำนาญชราภาพเล็งขยายช่วงอายุผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีชราภาพจากเดิม 55 ปี เป็น 60 ปี เนื่องจากสังคมไทยมีแรงงานลดลงเพราะเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นเหตุผลให้จำนวนผู้สูงอายุและผู้รับบำนาญเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้ต้นทุนสูงขึ้นมากจนเกินไป และจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินสมทบ ดังนั้นประกันสังคมจึงเตรียมขยายเวลาเกษียณอายุ จาก 55 ปี เป็น 60 ปี เริ่มใช้กับผู้ประกันตนรายใหม่

ปฏิรูประบบบำนาญชราภาพ

เนื่องจากประเทศไทย​เข้าสู่โครงสร้างสังคมผู้สูงวัย เป็นเหตุให้เกิดปัญหาแรงงานขาดแคลนในขณะเดียวกันผู้สูงอายุและผู้มีสิทธิรับบำนาญเพิ่มจำนวนมากขึ้นทำให้เกิดความไม่สมดุลของอัตราเงินสมทบ กล่าวคือประกันสังคมมีภาระที่ต้องแบกรับเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง นี่จึงเป็นที่มาของนโยบายการปรับปรุงอายุเกิดสิทธิรับบำนาญหรือปฎิรูประบบบำนาญชราภาพขึ้นมาใหม่ เพื่อหวังควบคุมต้นทุนและเพื่อให้เกิดสมดุลกับโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ

ประกันสังคมขยายเวลาเกษียณอายุ
ประกันสังคม

เล็งใช้กับผู้ประกันตนรายใหม่และผู้ประกันตนอายุน้อย

สำหรับมาตรการปฎิรูปโครงสร้างระบบบำนาญประกันสังคมมีแพลนที่จะเริ่มใช้กับผู้ประกันตนรายใหม่และผู้ประกันตนอายุน้อย ส่วนผู้ประกันตนปัจจุบันที่ใกล้เกษียณอายุจะไม่ได้รับผลกระทบ (คำว่าใกล้เกษียณอายุในข้อมูลไม่ได้กล่าวว่าเป็นช่วงอายุเท่าไหร่) ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้เป็นมาตรการปกติที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกดำเนินการ

การแพทย์พัฒนาทำให้คนอายุยืนขึ้น

นอกจากสังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว ระบบสาธารณสุขที่พัฒนาขึ้นทำให้อายุเฉลี่ยของประชากรก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้ประกันตนได้รับบำนาญเป็นระยะเวลายาวนานขึ้นเหตุผลก็เพราะว่าระบบบำนาญประกันสังคมเป็นการดูแลผู้ประกันตนที่เกษียณอายุไปตลอดชีวิต

การขยายเวลาเกษียณอายุ ผู้ประกันตนได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น

หากพิจารณาหลักการดังที่กล่าวมาข้างต้น การขยายอายุเกิดสิทธิรับผลประโยชน์กรณีชราภาพยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญในอัตราที่สูงขึ้นด้วย โดยจะเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ในทุกปีที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

กรณีผู้ประกันตนส่งเงินสมทบกรณีชราภาพตั้งแต่อายุ 35 ปี และทำงานจนถึงอายุ 55 ปี เท่ากับมีระยะเวลาทำงานทั้งหมด 20 ปี หากมีค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายเท่ากับ 15,000 บาท จะได้บำนาญในอัตรา 27.50% ของ 15,000 บาท หรือคิดเป็นเดือนละ 4,125 บาท และหากขยายระยะเวลาการทำงานถึงอายุ 60 เท่ากับทำงาน 25 ปี จะได้รับบำนาญเพิ่มอีก 7.5% ทำให้บำนาญเพิ่มเป็น 35 % ของค่าจ้าง 15,000 บาท หรือคิดเป็นเดือนละ 5,250 บาท (เพิ่มขึ้น 1,125 บาท) ไปตลอดชีวิต

ปฎิรูประบบเงินบำนาญเริ่มเมื่อไหร่

เบื้องต้นทางสำนักงานประกันสังคมจะทำการสำรวจความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการยกร่าง พรบ. และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา อย่างไรก็ตามสำนักงานประกันสังคมได้เตรียมการมาอย่างต่อเนื่องโดยได้ศึกษาแนวทางไว้ 3 รูปแบบดังนี้

1. ปรับเพดานค่าจ้าง

สำนักงานประกันสังคมได้เสนอให้ปรับเพดานค่าจ้างเป็น 20,000 บาท จากเดิมที่ 15,000 บาท ทั้งนี้เพื่อความยั่งยืนของกองทุน และเพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์เงินทดแทนกรณีต่าง ๆ อาทิ ว่างงาน เจ็บป่วย ชราภาพ คลอดบุตร ทุพพลภาพและเสียชีวิต ให้แก่ผู้ประกันตน

2. ขยายอายุเกิดสิทธิบำนาญขั้นต่ำ

สปส. ได้เสนอแก้ พรบ. ประกันสังคมฉบับที่ 5 ขยายจาก 55 ปี เป็น 60 ปี โดยผ่านการประชาพิจารณ์แล้ว ซึ่งจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ประกันตนปัจจุบันที่ใกล้เกษียณได้รับผลกระทบ

3. ปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบ

สปส.ยังไม่ได้เสนอปรับแก้ไขแต่อย่างใด เพราะจะต้องดำเนินการในระดับประเทศ ผ่านคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติที่กำลังจะมีการแต่งตั้งเพื่อให้การจัดเก็บเงินสมทบสอดคล้องกันในภาพรวม

สรุปแล้วก็คือสำนักงานประกันสังคมเตรียมปฏิรูประบบบำนาญชราภาพขึ้นใหม่ ขยายเวลาเกษียณอายุ จาก 55 ปี เป็น 60 ปี เริ่มใช้กับผู้ประกันตนรายใหม่และผู้ประกันตนอายุน้อย และจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ประกันตนปัจจุบันได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลดีต่อตัวผู้ประกันตนเองเพราะจะได้รับเงินบำนาญมากขึ้น ส่วนสำนักงานประกันสังคมก็จะเกิดสมดุลกับโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุและมีอายุยืนมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา : สำนักงานประกันสังคม

อ่านเพิ่มเติม