โอไมครอน อาจผสม เดลต้า กลายเป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่อันตราย

แพทย์ชี้ โอไมครอน ผสม เดลต้า เกิดขึ้นได้

เชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์โอไมครอนได้ถูกค้นพบและเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมาที่ประเทศแอฟริกาใต้ โดยแพทย์หญิงแองเจลิเก้ โคเอตซี ประธานแพทยสภาแอฟริกาใต้ แพทย์ผู้มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ซึ่งผลการศึกษาในเบื้องต้นพบว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนมีความต่างจากเชื้อโควิดทั่วไปที่พบก่อนหน้านี้ แต่ข่าวดีก็คืออาการจะไม่รุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแต่อย่างใด ยกเว้นผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนไม่ครบโดส รวมถึงผู้สูงอายุ ที่อาจต้องระวังมากเป็นพิเศษ

โอไมครอนระบาดไปทั่วโลกแล้ว

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ล่าสุด (15 ธ.ค.64) องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่ามีความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์โอไมครอนหรือชื่อในทางวิทยาศาสตร์ว่า B.1.1.529 จะระบาดไปเกือบทุกประเทศทั่วโลกแล้ว หลังมีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อใน 77 ประเทศ/เขตแดนทั่วโลก โดยนายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ขณะนี้มีการแพร่ระบาดในอัตราที่รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนและคาดว่ายังมีอีกหลายประเทศที่ยังตรวจไม่พบ

ขณะที่ประเทศอังกฤษนาย ซาจิด จาวิด รมต.สาธารณสุข เผยว่า สหราชอาณาจักรอาจมีผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนถึงล้านคนภายในสิ้นเดือนนี้ และโอไมครอนจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในกรุงลอนดอนในอีกไม่นาน

โอไมครอน
เชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน

WHO เตือนห้ามประเมิณโอไมครอนต่ำเกินไป

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ยังกล่าวอีกว่าขณะนี้เราประเมิณอันตรายของเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอนเอาไว้ต่ำเกินไป จริงอยู่ที่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงเหมือนสายพันธุ์เดลต้าแต่ว่าการแพร่ระบาดรวดเร็วกว่ามาก 2-5 เท่า ซึ่งหากมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นอาจทำให้ระบบสาธารณสุขรับมือไม่ไหว

วัคซีนเข็มกระตุ้นมีความสำคัญ

ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลก ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมด้านวัคซีนขณะนี้ยังมีประเทศยากจนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว ขณะเดียวกันในหลายประเทศเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อรับมือกับโอไมครอนแล้ว

แพทย์ไทยชี้เชื้อผสม เดลต้า-โอไมครอนเกิดได้

นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาเผยข้อมูลผ่านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา ระบุยืนยันว่าโควิดสายพันธุ์โอไมครอนผู้ติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรงซึ่งถือเป็นข่าวดี

แต่ข่าวร้ายก็คือแพร่กระจายได้เร็วกว่าเดลต้า 2-5 เท่า ที่สำคัญก็คือมีความเป็นไปได้แน่นอนที่เชื้อผสมระหว่างเดลต้ากับโอไมครอนจะเกิดขึ้นซึ่งการจะกลายพันธุ์ได้ต้องเกิดจากการแพร่เชื้อออกไปยิ่งมากก็ยิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก และอาจเป็นเชื้อที่รุนแรงมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตามเราสามารถตัดตอนการแพร่กระจายของเชื้อได้ด้วยการเร่งฉีดวัคซีน

ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่ายังมีผู้ที่ไม่ได้ฉีดเข็ม 1 ประมาณ 70,000 คน จะครบ 100 ล้านโดส ส่วนเข็ม 2 ขาดอยู่ประมาณ 2.3 ล้านคน ดังนั้นขอให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอย่าลังเลให้รีบฉีดเพราะช่วยป้องกันได้จริงไม่คิดถึงตัวเองก็ให้คิดถึงพ่อแม่พี่น้องเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ

เพราะตัวเลขผู้เสียชีวิตกว่า 90% คือผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนทั้ง ๆ ที่ขณะนี้วัคซีนได้กระจายไปทั่วประเทศทกจังหวัด แต่ยังมีคนไม่มาฉีดมากกว่า 10 ล้านโดส นับเฉพาะวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมามีผู้ไปฉีดวัคซีนเพียงแค่ 50,000 คนเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้า โดยภายในเดือนธันวาคมนี้หวังว่าจะฉีดได้ครบ 100 ล้านโดส

สรุปก็คือเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน อาจผสม เดลต้า กลายเป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายมากขึ้นได้ แม้ว่าโดยตัวมันเองจะไม่ได้รุนแรงอะไร เพียงแค่สามารถกระจายตัวได้เร็ว และในปัจจุบันระบาดไปแล้วกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

อ่านเพิ่มเติม