ถ้าเราเผลอกินยาหมดอายุจะเป็นอะไรไหม?

ads

ยามีฤทธิ์ในการรักษา แต่ยาหมดอายุมีฤทธิ์ในการทำลาย จริงหรือ?

สุขภาพร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสุขภาพที่ดีส่งผลให้การดำเนินชีวิตเป็นปกติสุข ทำให้หลายหน่วยงานต้องเอาใจใส่กับสุขภาพของประชาชนผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การมีประกันสุขภาพแห่งชาติ การมีประกันสังคม และโครงการอื่น ๆ ซึ่งโครงการเหล่านี้มาพร้อมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมไปถึงการรับยาพื้นฐานสำหรับการรักษา แต่ยาเหล่านี้มีสรรพคุณรักษาเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หากปล่อยทิ้งไว้จนหมดอายุแล้วอาการของโรคกำเริบจะสามารถนำยาเดิมกลับมารับประทานได้หรือไม่? วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

ความหมายและประเภทของยา

ยา คือ สารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่ง มักจะใช้ยาเพื่อให้มีผลในการบำบัด รักษา และป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ยาแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ตามสารานุกรมไทย ดังนี้

  1. ยาแผนโบราณ

ยาแผนโบราณเป็นยาที่เกิดจากการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อนเรื่อยมาและยังคงปรากฏใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้มาจากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ นำมาบดเป็นผงหรือนำมาปั้นเป็นลูกกลอนให้ง่ายต่อการรับประทาน

  1. ยาแผนปัจจุบัน

ยาแผนปัจจุบัน คือ ยาที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาจนมั่นใจในสรรพคุณของยา มีสารสกัดจากสารชนิดต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองว่ามีความสามารถในการป้องกัน ยับยั้ง และรักษาโรค

  1. ยาสามัญประจำบ้าน

ยาสามัญประจำบ้านเป็นแขนงหนึ่งของยาแผนปัจจุบัน แต่เป็นตัวยาที่แพทย์รับรองให้สามารถเก็บไว้ใช้ในครัวเรือนได้ ใช้สำหรับการรักษาเบื้องต้นในกรณีที่เกิดอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรง

  1. ยาสมุนไพร

ยาสมุนไพร คือ ยาที่ได้มาจากพืช สัตว์ และแร่ธาตุต่าง ๆ แล้วนำมารับประทานเพื่อรักษาหรือป้องกันโรค ยาสมุนไพรมักจะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านและมีวิธีการผลิตยาไม่ซับซ้อน เช่น นำไปต้มแล้วได้เป็นยาต้มสำหรับดื่ม

วิธีสังเกตยาหมดอายุ

โดยปกติเมื่อได้รับยาจากแพทย์แล้วเป็นยาที่สามารถหยุดทานเมื่อหายจากอาการป่วย หากเกิดอาการป่วยขึ้นมาอีกครั้งไม่ควรหยิบยาชนิดเดิมมารับประทานซ้ำ เพราะอาจจะเป็นยาหมดอายุได้ และนี่คือตัวอย่างบางส่วนที่ช่วยสังเกตยาหมดอายุ

  • สังเกตฉลากของยา เพราะฉลากของยาจะระบุวันหมดอายุเอาไว้ชัดเจน
  • สังเกตลักษณะเม็ดยา เพราะหากยาหมดอายุแล้ว ตัวเม็ดยาจะมีความร่วนจนสังเกตได้
  • สังเกตลักษณะของแคปซูล เพราะปกติยาที่บรรจุในแคปซูล ตัวแคปซูลจะไม่แข็ง บวมพอง หรือนิ่มจนเกินไป
  • สังเกตลักษณะผงยา เพราะผงยาของยาผงแห้งที่ไม่หมดอายุจะละลายน้ำง่าย ไม่จับตัวเป็นก้อน
  • สังเกตการแขวนตะกอนในยาน้ำ เพราะโดยปกติยาน้ำจะไม่มีการแขวนตะกอน ไม่แตกกระจายไปเมื่อเขย่า
  • สังเกตความขุ่นของยาน้ำ เพราะยาน้ำที่ยังไม่หมดอายุจะไม่ขุ่น ไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว และสีสันไม่เพี้ยน
  • สังเกตความเหนียวของยาชนิดครีม เพราะยาประเภทนี้เมื่อหมดอายุจะมีความเหนียวหรือเหลวผิดปกติ มีกลิ่นหืน
  • สังเกตสีของยาเจล เพราะยาเจลมักจะมีสีใส ไม่จับตัวเป็นก้อน แต่เมื่อหมดอายุสีจะขุ่น และเป็นก้อนแข็ง
  • สังเกตสีของยาหยอดตา เพราะยาหยอดตาจะไม่มีสีขุ่น และไม่ทำให้แสบตามากกว่าปกติ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างการสังเกตยาที่หมดอายุ โดยปกติหากพบว่ายามีลักษณะผิดแผกไปไม่ควรนำมาใช้ และหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุบนฉลากยาอยู่เสมอ ไม่ควรเก็บยาหมดอายุไว้ในบ้าน

สาเหตุที่ยาหมดอายุก่อนกำหนด

โดยปกติการสังเกตวันหมดอายุของยาที่ง่ายที่สุด คือ การอ่านฉลากยา แต่บางครั้งก็มีสิ่งกระตุ้ให้ยาหมดอายุเร็วกว่าที่ระบุบนฉลาก ซึ่งสิ่งที่กระตุ้นยาให้เปลี่ยนสภาพเร็วกว่าที่เคยนี้ ปัจจัยหลักมาจากการเก็บรักษาที่ผิดวิธี เช่น การเก็บรักษายาในที่ที่มีความชื้นสูง การเก็บยาในที่ที่แสงแดดส่องตลอดเวลา ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันยาเสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุจึงควรเก็บรักษายาในที่ที่พ้นแสงแดด มีอุณหภูมิเหมาะสม ยาบางชนิดควรเก็บไว้ในตู้เย็น

อันตรายและผลข้างเคียงจากยาหมดอายุ

ยาหมดอายุมีฤทธิ์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับตัวยาและอาการแพ้ของแต่ละคน โดยยาที่หมดอายุบางชนิดอาจเปลี่ยนสภาพจากยารักษาโรคเป็นยาพิษและส่งผลร้ายต่ออวัยวะภายในส่วนใดส่วนหนึ่งของผู้รับประทานได้ เนื่องจากตัวยาหรือสารประกอบในยาสลายตัวได้เป็นยาที่มีโครงสร้างใหม่และเป็นพิษต่อร่างกาย ยาบางชนิดอาจส่งผลให้อาเจียนและท้องเสีย จึงควรหลีกเลี่ยงยาที่หมดอายุทุกชนิดเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของตนเอง

ถึงแม้ปัจจุบันจะมีงานวิจัยออกมาเกี่ยวกับวันหมดอายุที่แท้จริของยา โดยระบุว่ายาที่หมดอายุบนฉลากอาจจะมีอายุการใช้งานได้อีกสูงสุดถึงประมาณ 4 ปี โดยการวิจัยนำยาที่หมดอายุมาตรวจสอบสรรพคุณและพบว่ายังคงมีฤทธิ์ในการรักษาได้เต็มประสิทธิภาพเช่นเดิม แต่การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าการหาทางแก้ทีหลัง จนกว่าจะมีการวิจัยเพิ่มเติมและผลักดันให้ยืดการระบุวันอายุของยาจนเป็นรูปธรรม เราควรเชื่อถือวันหมดอายุบนฉลากยาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

วิธีการดูแลสุขภาพสามารถทำได้อย่างหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การปรับสมดุลอารมณ์ให้คงที่ การทำประกันสุขภาพตามช่วงวัย ซึ่งการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอจะหลีกเลี่ยงการรับประทานยาได้ เพราะถึงแม้ยาจะมีสรรพคุณในการรักษา แต่การรับประทานยาบ่อย ๆ ก็ไม่ดีต่อสุขภาพตับเช่นกัน เพราะฉะนั้นดูแลตัวเองอยู่เสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีในทุกวันคือสิ่งที่ควรทำที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ฝ่ายเภสัชกรรม

อ่านเพิ่มเติม: