9 วาทะ ของ “สืบ นาคะเสถียร” ชายผู้ ฆ่าตัวตาย ในนามของ สัตว์ป่า

ตำนานผู้พิทักษ์ป่าไม้ ที่พ่ายแพ้ต่อ ระบบข้าราชการไทย

ข่าวการจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูตร CEO อิตาเลียนไทย ข้อหาบุกรุก-ล่าสัตว์ป่าคุ้มครองในทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยการนำทีมจับกุมของ นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยไม่เกรงกลัว อำนาจผู้มีอิทธิพล ที่อยู่เบื้องหลัง กำลังเป็นประเด็นที่ร้อนเเรง และถูกจับตามองในโลกโซเซียล กันอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาการบุกรุก ลักลอบ ตัดไม้เถื่อน และล่าสัตว์ ในเขตอนุรักษ์ ยังไม่เคยจางหายไปจากแผ่นดินไทย ซึ่งผู้กระทำผิดมีทั้งชาวบ้านธรรมดาๆ และผู้มีอำนาจ และบ่อยครั้งที่ผู้รับผิดมีเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ และผู้บงการอยู่เบื้องหลัง สามารถรอดพ้นการจับกุมไปได้ และขบวนการลักลอบ ล่าสัตว์ ยังคงมีอยู่ถึงทุกวันนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ข้าราชการตัวเล็กๆ หรือ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้ ออกมาต่อสู้เพื่อสัตว์ป่าและป่าไม้ ที่มีชีวิตเหมือนกับเราทุกคน “วิเชียร ชิณงษ์” ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของ “สืบ นาคะเสถียร” ตำนานผู้พิทักษ์ป่าที่มีชีวิต ราวๆ 28 ปีก่อน เขาเป็นวีรบุรุษทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผืนป่า จนถึงกับยอมปลิดชีวิตตัวเอง เพื่อปลุกจิตสำนึก ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของพวกเราให้ทุกคนให้ตื่น

  1. “เราทุกคนล้วนเคยทำความผิดมาก่อน”

สืบ นาคะเสถียร เป็นคนปราจีนบุรี มีพ่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดฯ แม่สืบทอดกิจการทำนา เรียนต่อประถม 4 ที่ โรงเรียนเซ็นต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา เขาเติบโตท่ามกลางธรรมชาติ เขาชอบวาดรูป ทำงานศิลปะ เอาไม้ไผ่มาสร้างเป็นโมเดลๆ ให้แม่ดู เวลาว่างเขาชอบออกไปเล่นสนุก เหมือนกับเด็กทั่วๆ ไป เขาเคยทำปืนเถื่อนมายิงนกเล่น เพื่อความสนุกของตนเอง ตามประสาเด็กบ้านนาที่ไม่มีกิจกรรมทำ เคยเลี้ยงสัตว์ป่าที่ชาวบ้านนำมาให้ และดูแลไม่ดีจนมันเสียชีวิต และเมื่อเข้าโตขึ้น ตอน ม.ศ 3 เขาก็เลิกล่าสัตว์ไปโดยปริยาย และหันมีจริงจังกับการเรียน

2. “เมื่อใดเราช้าไปชั่วโมงหนึ่ง สัตว์หลายตัวอาจจะตาย”

สืบทำงานหนักทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อช่วยต่อทุกชีวิตในผืนป่า เจ้าหน้ารักษาป่าไม้ต้องเผชิญกับ ปัญหาเฉพาะหน้าหลายอย่าง เมื่อเกิดน้ำท่วม ต้นไม้ไม่อาจต้านทานแรงของน้ำได้ สัตว์ป่าที่ติดเกาะกำลังจะจมลงไปทุกทีๆ พวกเขาต้องทำงานแข่งกับเวลา ไม่เช่นนั้น สัตว์ก็จะล้มตายเป็นจำนวนมาก และนี่คือคำพูดที่เขามักบอกกับลูกน้องเสมอๆ  เขาเสียใจทุกครั้งปล่อยให้สัตว์ป่า ตายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งนี้ไม่มีเสียงตะโกนก้นด่า กล่าวโทษ ลูกน้องใดๆ มีเพียงเเววตาเศร้าๆ ความเงียบ และกลิ่นควันบุหรี่ เท่านั้น ที่ปล่อยใจความคิดของเขาฟุ้งไปไกล

3. “ผมก็เพิ่งหัดจับงูพิษเป็นครั้งแรกในชีวิต”

เคยได้ยินเรื่องชาวนากับงูเห่าไหม? ใครจะคิดว่ามีคนบ้าที่กล้าไปช่วยงูพิษอยู่บนโลกนี้จริงๆ แถมยังเป็นครั้งแรกที่ จับมันอีกด้วย ความกล้าหาญที่เป็นต้นแบบให้ลูกน้องเคารพรักเขา เคยมีครั้งหนึ่งที่ สืบ ออกเรือเพื่อช่วยเหลือสัตว์อพยพปลายปี 2529 ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการสร้างเขื่อน  เขาและลูกทีม พบงูจงอางขนาดใหญ่ ราวๆ 3 เมตร กระโดดออกมาจากพุ่มไม้ ว่ายลงน้ำ เพื่อข้ามฝั่งไปอีกเกาะหนึ่งให้ได้ เขาสั่งให้ลูกทีมเหวี่ยงสวิง ไปจับงูตัวนั้นให้ได้ เพราะมันหมดแรง และตายก่อนที่จะข้ามไปถึงฝั่ง เมื่อจับสามารถจับงูพิษด้วยวงสวิงได้แล้ว ไม่มีลูกทีมคนต่างมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าเสี่ยงจับงูพิษใส่กระสอบ หัวหน้าสืบจับกดหัวงูกับวงสวิง พิษสีเหลืองใส ไหลจากปากของมัน อาบสวิงจนหมด และทุกคนก็สามารถนำงูใส่กระสอบ และช่วยชีวิตมันได้ปลอดภัย และเขาก็เผยว่านี่เป็นครั้งแรก ที่เคยจับงูพิษ (โปรดใช้วิจารณณาณในการอ่าน ไม่ควรทำตามอย่างยิ่ง)

โครงการอพยพสัตว์ป่า ที่สืบดูแลสามารถช่วยชีวิตสัตว์ได้ถึง  1,364 ตัว แต่เทียบไม่ได้เลยกับชีวิตสัตว์ป่า ที่ล้มตายเพราะการสร้างเขื่อน โดยไม่สามารถระบุจำนวนได้…

4. “ผมขอพูด ในนามของสัตว์ป่าที่กำลังจะตาย…”

ถึงแม้ว่าสืบจะปฎิบัติหน้าที่ช่วยชีวิตสัตว์ป่าอย่างสุดความสามารถ แต่เขาก็กลับต้องพบกับความจริงที่แสนโหดร้าย เขาสามารถช่วยเหลือสัตว์ป่าได้เพียง 10% จากโครงการอพยพสัตว์เมื่อปี 2529 ความรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นสัตว์ป่า ที่เขารักล้มตาย ไปต่อหน้าต่อตา เริ่มก่อตัวเป็นแผลในใจของหัวหน้าสืบ

เขาเริ่มหันมาเป็นหัวหอก ในการรณรงค์ต่อด้านการทำลายป่าไม้ และสัตว์ป่า โดยเริ่มจาก โครงการต่อต้านสร้างเขื่อนที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2530 ที่กาญจนบุรี และ เขาเริ่มจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชน จัดนิทรรศการ ทุ่งนเรศวร ให้ความรู้แก่ชาวบ้าน เขาทำทุกขั้นตอนด้วยความใส่ใจ ออกแบบ Artwork ทั้งหมดด้วยตนเอง นั้นเป็นเขาทราบดีว่า เขาคนเดียวไม่สามารถช่วยเหลือสัตว์ป่า เขาต้องการให้พวกเราทุกคนช่วยกัน คำพูดติดปากของเขาก็คุ้นหูกันก็คือ “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า” อยู่เสมอๆ

5. “แม้แต่กรมป่าไม้เองก็ยังไม่สนใจรักษา ก็อย่าหวังว่าจะรักษาที่อื่นให้รอดได้”

นี่คำคือวิวาทะเดือดของนายสืบ ที่กำลังวิพากษ์กรมป่าไม้ ปี 2531 หลังจากที่อนุมัติขายสัมปทานให้กับบริษัทไม้อัด เข้ามาตัดไม้บนป่าห้วยขาแข้ง บนพื้นที่รวมกว่า 3 แสนไร่ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของควายป่าใกล้จะสุูญพันธุ์ เป็นเรื่องน่าสลดที่กรมป่าไม้ที่มีหน้ารักษาป่าไม้ เป็นคนอนุญาตให้คนเข้ามาตัดไม้เสียเอง นายสืบต่อต้านโครงการดังกล่าวแบบสุดตัว หนังสือพิมพ์ต่างก็ประโคมข่าว คัดค้านรัฐบาลอย่างโจ่งครึ้ม ในเวลานั้น มีผู้ร่วมลงชื่อไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก

ปี 2532 สืบได้รับทุนการศึกษาให้ไปเรียนต่อปริญญาเอก ที่ประเทศอังกฤษ และถูกเสนอให้รับตำแหน่งให้เป็น หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขาเลือกทิ้งทุนเรียนต่อ และเดินหน้ารักษาการณ์ป่าไม้ที่เขารักอย่างเต็มตัว

6. “จะไม่มีใครต้องตายในเขตฯห้วยขาแข้ง ถ้ามีก็ต้องเป็นผม”

นี่คือวาจาที่ลั่นไว้ กับเพื่อนสนิทของเขา ดร.อลัน ราบิโนวิทซ์ กรรมการ เพื่อนผู้หวังดีที่ไม่อยากให้ สืบแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงลำพัง หลังจากเพื่อนของเขาบอกให้เขาปล่อยวาง ทุกคนเเค่ทำหน้าที่ของตัวเอง ถ้ามีใครตายก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่สืบก็อดไม่ได้ที่จะสวนกลับไป

สืบเดินเรื่องทุกอย่างเพื่อปกป้องป่าห้วยขาแข้ง รวบรวมเอกสารเพื่อยื่นเรื่อง องค์กร UNESCO ให้ ห้วยขาแข้งกลายเป็นมรดกโลก, เสนอแนวคิดป่ากันชนในห้วย- ขาแข้ง ป้องกันการบุกรกป่า ล่าสัตว์ ตัดไม้ ซึ่งโครงการนี้จำเป็นต้องการประสานงานจากภาครัฐต่างๆ แต่ดูเหมือนว่า ไม่ว่าเขาจะวิ่งเข้าหาผู้ใหญ่เพื่อ เสนอโครงการสักเท่าไหร่ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะคืบหน้าแต่อย่างใด เลยความเพิกเฉยของผู้ใหญ่ในระบบข้าราชการนี่เอง ที่เริ่มกัดกัดเขาทีละน้อย

7. “ถ้ามึงจะยิงลูกน้องกู มึงมายิงกูดีกว่า”

ต้องบอกก่อนว่า ชีวิตของเจ้าหน้าที่รักษาป่าไม้ ได้เงินเดือนไม่มากนัก ในเวลานั้นพวกเขาได้รับเพียง 1,500 บาท ต่อเดือน และไม่มีสวัสดิการอื่นๆ ครอบคลุม ไม่มีประกันชีวิตให้กับครอบครัวผู้เสียหาย พวกเขาต้องอดหลับอดนอนและเสี่ยงชีวิต ดูแลพื้นที่กว่า 1 แสนกว่าไร่ โดยมีเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเพียง 12 คน เพื่อตามจับผู้ลักลอบกระทำผิด ครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อตามจับได้สำเร็จ พวกเขาก็ไม่อาจต่อกรได้กับอิทธิพล และเส้นสายที่ใหญ่กว่าผู้ต้องหากลับเสียเพียงค่าปรับ 500 บาท และไม่ได้รับโทษ

หัวหน้าสืบทราบถึงความยากลำบากข้อนี้ดีกว่าใคร ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกน้องสืบถูกผู้ต้องหายิงจนเสียชีวิตและตายจากไปโดยเปล่าประโยชน์ นั้นทำให้เขาเห็นอกเห็นใจลูกน้องของเขาเป็นอย่างมาก สืบวิ่งเต้นหาเงินทุน สวัสดิการต่างๆ และยังขอยืมเงินจากที่บ้าน เพื่อออกเงินเดือนให้ลูกน้องก่อน เพราะเงินหลวงล่าช้า เจ้าหน้าที่ไม่มีเงินใช้  หลายครั้งที่เสียงปืนในป่าดังขึ้น และพบเจ้าหน้าที่ถูกลอบยิง บางครั้งเสกจึงต้องสั่งให้ลูกน้องงดลาดตระเวนเพราะไม่อยากให้ไปเสี่ยงอันตราย หนึ่งอาทิตย์ก่อนที่สืบจะจบชีวิตตัวเอง ลูกน้องให้ทีมของเขาถูกซุ่มยิง และ ทีมของเขาได้จับกุมผู้ต้องหาคดีล่าสัตว์ป่า พบของกลางเป็น ค่างหลายหัว ได้สำเร็จ สืบจึงอดที่จะบันดาลโทสะ ตอนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไม่ได้

8. “ผมกำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ผมไม่อาจจะคาดหวังจากใครได้อีกต่อไป” 

ฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดลง… หลังจากที่ได้เข้าพบกับรัฐมนตรี ผู้ได้รับคำบอกเล่าจากผู้หวังดี ของบริษัทค้าไม้ชื่อดังแห่งหนึ่ง ว่ามีการลักลอบตัดไม้ที่ห้วยค้าแข้งในพื้นที่ที่สืบดูแล แต่นั้นเป็นคดีอยู่นอกเขตพื้นที่ห้วยขาแข้ง ที่ชาวบ้านร่วมกับผู้ใหญ่บ้านอำเภอลานสักหนุนหลัง ไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ของสืบ เขาเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงให้กับผู้ใหญ่ที่เรียกเข้าพบ และอธิบายสาเหตุและปัญหาที่หน่วยงานของเขาต้องประสบ แต่ความพยายามของเขาไม่เป็นผล คำร้องขอการสนับสนุนจากทางการ ถูกตอบกลับมาเพียง “คุณต้องทำงานหนักขึ้น” แต่สืบรู้ดีว่าพวกเขาทำงานหนักที่สุดแล้ว พวกเขาไม่สามารถทำงานหนักได้มากกว่านี้ได้อีกแล้ว เขาตอกกลับรัฐมนตรีไปตามที่คิด แต่นั้นไม่ได้ช่วยปลุกจิตสำนึก ของผู้ใหญ่ในบ้านเราให้ตาสว่างขึ้นได้ นี่จึงเป็นช่วงที่สืบ รู้สึกหมดหวังและต่อสู้เพียงลำพัง เขาบอกกับคนใกล้ชิดแบบนั้น

9. “ผมมีเจตนาจะฆ่าตัวเอง โดยไม่มีใครเกี่ยวข้องทั้งสิ้น” 

น้องชายของเขาบอกว่าหลังจากนั้น สืบก็ดูเครียดๆ ไม่ชวนกินข้าวด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน กินแต่มาม่า หนึ่งวันก่อนเกิดเหตุ เขาเริ่มเอาหนังสือที่ยืมเพื่อนไปคืน และชวนลูกน้องที่สนิทกันกินเหล้า เขายกเลิกนัดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หม่องลูกน้องคนสนิทที่ได้คุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย บอกว่า เขาขอไปส่งสืบที่ห้องพัก แต่เขาบอกไม่เป็นไร แล้วก็หันมายิ้มให้เขาอย่างอบอุ่น บอกว่า หม่องพี่ไปแล้วนะ

ต่อมา เวลาประมาณ 04:00 น. ของวันที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนดัง ที่ป่าห้วยขาแข้ง แต่ทุกคนเคยชินกับเสียงปืน จึงไม่มีใครตื่นตกใจ จนเวลาสิบโมงเช้า ลูกน้องไม่เห็น หัวหน้าลงมากินข้าว ทั้งๆ ที่ได้เวลาแล้ว หม่องจึงเดินไปดูเจ้านาย และพบสืบนอนเสียชีวิตอยู่บนเตียง พร้อมกับจดหมายที่เขียนสั้นๆ ว่า ผมมีเจตนาจะฆ่าตัวเอง โดยไม่มีใครเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

ร่วมกันสืบทอด เจตนาที่ไม่มีวันตาย

ข้าพเจ้าเคยอ่านเรื่องเล่าของสืบ นาคะเสถียร เรื่องหนึ่งที่เขาพยายามจะช่วยค่างติดเกาะตัวหนึ่ง ต้นไม้บริเวณรอบๆ กำลังล้มตาย พวกเขาพยายามจับค่าง เพื่อช่วยมันอย่างสุดความสามารถ แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถทำได้ สืบจึงตัดสินใจทำการุณยฆาต เขายิงค่างตัวนั้นให้ตาย ด้วยตัวเขาเอง เขามองว่าถ้าปล่อยไว้มันจะต้องทรมาน และอดอาหารตาย นี่คือวิธีที่จะให้มันไปสบายที่สุด

การเหนี่ยวไกปืนเพื่อฆ่าตัวเองในครั้งนี้ของ สืบ นาคะเสถียร อาจจะเป็นการปลดปล่อยตนเอง จากความทุกข์ทรมานของเขาที่ต้องเห็นสัตว์ป่าถูกฆ่า ป่าไม้ถูกทำลาย หน่วยงานรัฐบาลที่เพิกเฉย ต่อปัญหาสังคมเหล่านี้ และปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลที่ขาดจิตสำนึก เข้ามาบงการธุรกิจค้าไม้เถื่อนและล่าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เขามองว่าต่อให้พยายามแค่ไหน ก็ไม่สามารถช่วยให้สัตว์ป่า หรือป่าไม้ ให้รอดพ้นจากการทำลายของผู้บงการได้ เขาจึงเลือกที่จะจบชีวิตตนเองลง ในวัยเพียง 41 ปี เหมือนกับที่เขาทำการุณยฆาต ค่างติดเกาะตัวหนึ่ง ที่เขาคิดว่าไม่มีทางรอด

บางคนมองว่านี้คือการกระทำที่โง่เขลา แต่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าการตายครั้งนี้ของ สืบ นาคะเสถียร เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวไทย การจากไปของเขาปลุกระดมให้คนไทยตื่นจากความไม่รู้ และเห็นความสำคัญของปัญหการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง กระตุ้นให้ภาครัฐตื่นตัว และเร่งดำเนินการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

น่าเสียดาย ถ้าหากชายผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงทำประโยชน์ให้กับสัตว์ป่า และธรรมชาติอีกมากมาย แต่เขากลับต้องมาตกเหยื่อ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ของ ระบอบข้าราชการไทย เพียงเพราะเขาขัดผลประโยชน์ต่อคนกลุ่มน้อย จนเขารู้สึกสูญสิ้นหวังในชีวิต และฆ่าตัวตายในที่สุด เพราะว่าหวังว่าการตายของเขาในครั้งนี้จะช่วย เรียกร้องสิ่งที่เขาพยายามจะทำมาตลอด ให้เป็นจริงได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร