ads

กระแสข่าวชิมช้อปใช้ ยังไม่หมดไป เพราะกำลังจะมี Version 2 ตามมาแล้ว และเรื่องราวเกี่ยวกับ ชิมช้อปใช้ รอบ 2 นั้น ในตอนแรกดูเหมือนว่าจะเป็นกระแสที่ไม่ค่อยแรงเท่ารอบแรก เพราะครั้งนี้ จะไม่มีการแจกเงิน 1000 บาท เหมือนครั้งก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ดี จุดเด่นในรอบนี้ ที่เป็นตัวชูโรง น่าจะเป็นในเรื่องของการ นำเงินที่ใช้ในกระเป๋าช่อง 2 ใน เป๋าตัง ที่จะนำมาจ่ายให้กับร้านค้าถุงเงินนั้นจะสามารถนำมาหัก หรือ ลดหย่อนภาษีได้ และนี่คือข้อแตกต่างทั้ง 3 ประการ ที่น่าติดตาม

จุดแตกต่างระหว่าง ชิมช้อปใช้ 1 และ รอบ 2 เรื่องลดหย่อนภาษีอาจเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุด

ทีม Promotions.co.th ขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชิมช้อปใช้ มาสรุปให้อ่านกันดังนี้

รอบแรกแจก 1,000 รอบ 2 ไม่แจก

ในรอบที่ 2 นี้ จะไม่มีการแจกเงิน 1,000 บาท ซึ่งคำถามต่อมาคือ แล้วยังจะมีคนสนใจลงทะเบียนหรือไม่?

เหตุผลที่รอบ 2 ไม่มีการแจกเงินนั้น ก็คือ ทางภาครัฐต้องการให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่าย ที่เป็นเงินของตัวเองและไม่ใช่เงินฟรี

สำหรับในรอบแรกที่ลงทะเบียนกันนั้น เงิน 1,000 บาท เป็นตัวแปรสำคัญมาก เพราะคนที่เข้าเกณฑ์ ที่มีสิทธิ์ในการลงทะเบียนล้วนแล้วแต่อยากได้ “เงินฟรี” กันทั้งนั้น แต่เงิน 1,000 บาท จำนวน 10 ล้านคน นั้น อาจมองว่าเป็นงบประมาณที่สูงมาก หากเทียบกันกับการใช้เม็ดเงินโฆษณา ที่อาจได้ผลที่ดีกว่าก็เป็นได้ แต่ เงินจำนวน 10,000 ล้านบาท ที่อัดฉีดลงไปนั้น หวังว่าจะทำให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสเงินในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อเทียบกับการโฆษณาก็อาจไม่ได้ผลดีเท่าเทียมกัน

เพิ่ม Cash Back จากร้านค้าถุงเงิน เป็นสูงสุด 6,000 บาท

ต้องซื้อของให้ถึง 40,000 บาท ถึงจะได้เงินคืน 6,000 บาท มีใครจะซื้อบ้าง?

การเพิ่ม Cash Back หรือเงินคืน ไม่ได้เพิ่มที่ตัวเปอร์เซ็นต์ เพราะยังเท่าเดิมที่ 15% แต่ จะเพิ่มจำนวนเงินคืน จากเดิม 4,500 บาท เป็น 6,000 บาท แต่คำถามต่อมาก็คือ แล้วจะมีร้านไหนที่จะสามารถซื้อของได้ 40,000 บาท?  (เพื่อที่จะให้ได้เงินคืน 6,000 บาท 15% X 40,000 = 6,000) เรื่องนี้ คงต้องกลับไปดู ร้านค้าถุงเงิน รวมถึงความน่าสนใจของร้านค้านั้นๆด้วย เพราะ หากจะเป็นร้านค้าของฝากในตัวเมืองเล็กๆ ก็คงไม่มีใครไปซื้อของถึง 40,000 บาทแน่นอน ยกเว้นแต่การซื้อของใหญ่ๆ ร้านอาหารเหลา เครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านขายส่ง หรือแม้แต่การใช้ซื้อ แพ็คเกจท่องเที่ยวใน 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย ซึ่งต้องมารอดูกันต่อไป

ลดหย่อนภาษีได้ เมื่อซื้อของในแคมเปญ ชิมช้อปใช้ ภาค 2

ลดภาษีได้ แต่ยังไม่รู้ว่า ได้ทุกร้านหรือไม่? ร้านค้าเล็กๆ ที่ไม่ได้มีใบกำกับภาษีจะทำอย่างไร? ยังไม่มีข้อมูล

ชิมช้อปใช้รอบแรก โดยมากประชาชนจะได้เงิน 1,000 บาท และ ได้ Cashback 4,500 บาท สูงสุด แต่จะไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ แต่ในรอบ 2 นี้ จะสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งตรงจุดนี้ หากใครจำได้ ทางภาครัฐเคยมีแคมเปญออกมาเกี่ยวกับการ ช้อป และลดภาษี 15,000 บาท ในปีที่ผ่านมา เช่นการเที่ยวเมืองรอง | หรือ แคมเปญช้อปช่วยชาติ | และแม้แต่การซื้อของในห้างสรรพสินค้า และ การพักโรงแรมก็สามารถลดหย่อนได้เช่นเดียวกัน และรอบนี้ เฟส 2 หรือ ภาคต่อของ ชิมช้อปใช้ ก็น่าจะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท เช่นเดียวกัน และอาจเป็นพระเอกของรอบ 2 เลยทีเดียว

อาจใช้ในกรุงเทพ และ จังหวัดใหญ่ๆไม่ได้

คนใช้เงินในหัวเมืองใหญ่ อาจเป็นเพราะว่าสะดวกในการเดินทาง หากจะให้ไปซื้อของที่ต่างจังหวัด หากไม่ได้มีธุระ เงิน 1,000 บาท แจกฟรี ก็คงไม่คุ้มค่าเดินทางแล้ว

ข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ – สำหรับชิมช้อปใช้รอบที่ผ่านมา คนจะกระจุกตัวใช้จ่ายอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ เช่นกรุงเทพฯ ชลบุรี นนทบุรี ฯลฯ และนั่นเป็นเพราะว่า มีความสะดวกในการเดินทางไปซื้อของ หรือ ไปใช้บริการ แต่ในรอบนี้ อาจถูกจำกัดเอาไว้ โดยที่จะไม่สามารถซื้อของที่หัวเมืองใหญ่ๆได้ เพราะต้องการ ให้กระจายเงินไปสู่เมืองเล็กๆบ้าง

สามารถลงทะเบียนได้ 5-10 ล้านคน ยังไม่เคาะ

จากแหล่งข่าว ยังคงมีความสับสนเกี่ยวกับจำนวนคนที่สามารถลงทะเบียนได้ เช่นไทยรัฐ บอกว่า อาจจะสามารถลงได้เพียง 5 ล้านคน แต่ แหล่งข่าวอื่นๆ จะมีตัวเลขที่ยังไม่ตรงกัน แต่อย่างไรก็ดี ในรอบที่ผ่านมา ลงทะเบียนได้เพียง 10 ล้านคนเท่านั้นไม่เกินนี้

บทวิเคราะห์

แม้ว่า การใช้จ่ายด้วยเงิน 1,000 บาท ที่มาเป็นของฟรีในเฟสแรก จะดูเหมือนประสบความสำเร็จ แต่ปรากฎว่า มีหลายคนยังไม่ได้มีโอกาสไปใช้เงิน ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาส แต่ในเฟสสองนี้ ชิมชัอปใช้ ก็อาจแป๊ก หรือ อาจไม่ได้รับความสนใจเท่ากันกับรอบแรกก็เป็นได้ เพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ลงทะเบียนในครั้งที่ 1 เป็นผู้ที่ต้องการเงิน 1,000 บาท ฟรี เพื่อไปใช้จ่าย แถมในชิมช้อปใช้รอบ 2 นี้ ยังอาจมีการจำกัด จังหวัด ในการใช้ซะอีก แม้ว่าจะมีเงินคืนสูงถึง 6,000 บาท แต่ จะต้องใช้จ่ายถึง 40,000 บาท และคงอาจมีส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะใช้ถึงได้ เพราะหากใช้ได้ถึงระดับนั้น คงเป็นคนที่ไม่ได้ต้องการเงิน 1,000 บาท ตั้งแต่แรก และอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายด้วย

อยากจะเทียบเท่า Alipay หรือ WeChat Pay แต่ การตลาดยังไม่ถึงแก่น

ทำไมรัฐบาล ไม่ลองมองว่า หากอยากจะดัน Application G-wallet แบบนี้ให้เทียบเท่า หรือ คล้ายกันกับ Alipay ก็ควรมานั่งดูว่า จริงๆแล้ว ประชาชนต้องการอะไร? ซึ่งอาจเป็นในเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น หากมีการใช้จ่ายผ่าน G-wallet ในจำนวนเงินระดับหนึ่ง กับกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ต่อเดือนตามที่กำหนด อาจได้รับการยกเว้นภาษี 1 ปี หรืออาจให้สิทธิพิเศษในเรื่องของดอกเบี้ยการผ่อนบ้าน ฯลฯ หากมีการใช้ application G-wallet ซื้อของตามครั้งที่กำหนด หรือ เป็นการรวมกันกับ Brand ดังๆ ที่มีฐานผู้ใช้เยอะ เช่นมอบสิทธิพิเศษกับการซื้อของออนไลน์ ตามร้านค้าชื่อดัง ซึ่งทั้งหมดนี้ เราคาดว่าชิมช้อปใช้รอบ 2 อาจไม่ได้เด่นดังเหมือนครั้งแรกอย่างค่อนข้างแน่นอน

รีวิวข่าวชิมช้อปใช้ 2

Store Name: ชิมช้อปใช้ เฟส 2

Store Description: ชิมช้อปใช้ เป็นมาตรการจากทางรัฐบาลร่วมกันกับหลายภาคส่วนที่จะทำให้มีเงินอัดฉีดจากคลังเข้าระบบโดยประชาชนเป็นผู้ถือเงินเข้าไปใช้จ่ายด้วยตัวเอง และชิมช้อปใช้เฟส 2 อาจไม่ได้รับความนิยมเพราะไม่มีการแจกเงิน

Price range: 1,000 บาท

Address: ติดต่อ ชิมช้อปใช้ Call Center by Krungthai โทร.0 2111 1144

Telephone: 0 2111 1144

  • ความน่าสนใจ
  • จำนวนเงินคืน
  • สิทธิลดหย่อนภาษี
  • สถานที่ที่ใช้ได้

บทสรุป

แม้ว่าจะพยายามโชว์จุดเด่นในเรื่องของการลดหย่อนภาษี แต่ลืมไปว่า ในปีที่ผ่านมา มีมาตรการลดหย่อนภาษีไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว และ แต่ละครั้งก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม สำหรับการใช้ Cash Back ที่มากกว่าเดิม ควรจะจำกัดเป็นประเภทสินค้า และ อาจมีการมอบโปรโมชั่นพิเศษที่มากกว่า Cash back กับร้านที่ร่วมรายการ

Overall
3.1

Pros

  • ลดหย่อนภาษีได้
  • มี Cash Back เพิ่มกว่าเดิม

Cons

  • ไม่แจกเงิน ทำให้หมดความน่าสนใจ
  • จำกัดการใช้ในเมืองใหญ่ (อาจจะ)
  • ไม่มีอะไรล่อใจ ที่เป็นที่สนใจของประชาชนจริงๆ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : 

ผ่อนมือถือ 40 เดือน 0%

กดเงินสดดอกเบี้ยฟรี 0% 3 รอบบัญชีแรก รับกระเป๋าเดินทาง Premium Trolley Bag 20 นิ้ว และสามารถใช้ผ่อน Smartphone ได้ยาวถึง 40 เดือน แบบ 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ (เช่น AIS)

More Less