ads

อย่างนี้ก็ได้หรือ…กสทช. เรียกเก็บเงินจากสื่อออนไลน์ เพื่อนำมาปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น!

ผลการเลือกตั้ง 62 ยังไม่ทันได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ณ เวลานี้ ก็มีกระแสข่าวใหม่ ที่ทำเอาโลกโซเชียลต่างร้อนระอุ! เมื่อกสทช. ดั๊น! เกิดไอเดียบรรเจิด เรียกเก็บเงินสื่อโซเชียลมีเดีย ที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก อย่าง Facebook YouTube LINE และ Netflix ชื่อว่ากระแสข่าวนี้ทำเอาใครหลายคนต่างหน้าเหวอไปตามๆ กัน พร้อมกับตั้งคำถามว่า แบบนี้ก็ได้หรือ ?

ซึ่งทั้งหมดทั้งนี้ เป็นผลมาจากที่มีคนใช้งานสื่อออนไลน์เหล่านี้เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นบริการที่ช้ดาด้าสูงอย่างมาก ส่งผลให้กินทราฟฟิกอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย จึงเป็นสาเหตุที่ทำโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอด กสทช. จึงเกิดำไอเดียที่แสนล้ำ ด้วยการเรียกเก็บเสนอให้รัฐเรียกเก็บเงินจากผู้ให้บริการเหล่านี้ในอนาคต!

ณ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดีย ตามจำนวนดังนี้

  • Facebook มี 61 ล้านบัญชี มีผู้ใช้งาน 655 ล้านครั้งต่อเดือน
  • YouTube มี 60 ล้านบัญชี มีผู้ใช้งาน 409 ล้านครั้งต่อเดือน
  • LINEมี 55 ล้านบัญชี มีผู้ใช้งาน 125 ล้านครั้งต่อเดือน

Facebook YouTube LINE และ Netflix เป็นบริการที่ใช้โครงข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ หรือเรียกว่า Over-the-Top (OTT) ซึ่งเป็นบริการที่ใช้ดาต้าสูงอย่างมาก โดยมีข้อมูลว่าในปี 2561 มีปริมาณการใช้ดาต้าอยู่ที่ 5.8 ล้านเทราไบต์

รวมปริมาณการใช้งานดาต้าของทั้งประเทศเมื่อปี 2561 ที่ 5.8 ล้านเทราไบต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีเพียง 494,194 เทราไบต์ เท่านั้น และคาดว่าเมื่อเริ่มมีการเปิดใช้งาน 5G ที่คาดว่าจะเริ่มให้บริการในปี 2564 จะทำให้ปริมาณการใช้งานสูงขึ้นไปอีกราว 40 เท่า หรือ 200 ล้านเทราไบต์ กันเลยทีเดียว อีกทั้งมีการคาดการณ์ว่า หากสัญญาณ 5G เริ่มเปิดใช้งานภายในปี 2564 ก็มีส่วนทำให้การใช้งานดาต้าเพิ่มสูงกว่า 200 ล้านเทราไบต์

และจากการที่มีผู้ใช้บริการสื่อบันเทิงเหล่านี้เป็นจำนวนมาก แต่รัฐไม่สามารถเรียกเก็บรายได้ หรือเก็บภาษี ซึ่งมองว่าเป็นช่องโหว่เสียอย่างนั้น! เนื่องจากเม็ดเงินไหลออกนอกประเทศ จึงเกิดไอเดียในการเรียกเก็บค่าบริการดังที่กล่าวมาข้างต้น

หลักการเรียกเก็บมีดังนี้…

รัฐจะทำการเรียกเก็บงินตามปริมาณทราฟฟิก ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ผ่านโครงข่ายของไทย โดยแบ่งประเภทการใช้งานดังนี้

  • ใช้งานฟรี มีการใช้งาน 20-50 เทราไบต์
  • 50-100 เทราไบต์ ต้องจ่ายค่าบริการตามที่ กสทช. กำหนด
  • 100-200 เทราไบต์ จ่ายค่าบริการตามที่ กสทช. กำหนด
  • 200 เทราไบต์ขึ้นไป จ่ายค่าบริการตามอัตราก้าวหน้า

โดยถือเป็นเงินสำหรับค่านำเข้าให้บริการ รวมถึงเป็นค่าใช้โครข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ เพื่อจะได้นำเงินไปบำรุงรักษาโครงข่ายประเทศให้มีประสิทธิภาพ ซี่งทั้้งหมดทั้งมวลนี้จะแบ่งออกเป็นแต่ละประเภทว่าใช้งานเพื่อธุรกิจหรือไม่ หากเกี่ยวกับธุรกิจต้องดูว่ามีขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ รวมถึงดูว่าใช้ปริมาณอินเทอร์เน็ตมากน้อยแค่ไหน หากมีการใช้งานถึงระดับที่สูง ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งาน แต่หากไม่มากก็ไม่เรียเก็บเงิน

ถ้าไม่จ่ายโดนลดความเร็ว! 

มีกระแสข่าวออกมาว่าหากไม่จ่ายค่าบริการดังกล่าว จะทำการลดว่าความเร็วลงจนกว่าจะจ่ายค่าบริการโครงข่ายให้กับประเทศ ซึ่งจะเป็นจริงอย่างที่มีข่าวออกมาหรือไม่นั้น ก็ต้องรอทางภาครัฐออกมายืนยันอีกที

ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานอย่างไร ? 

หากกระแสข่าวที่ว่าหากไม่จ่ายค่าบริการให้กับโครงข่าย แล้วจะทำการลดความเร็วลง แน่นอนว่าผู้ที่ใช้บริการ Facebook YouTube LINE และ Netflix ต้องได้รับกระทบเรื่องความเร็วที่ช้าลงอย่างแน่นอน

ถือเป็นอีกหนึ่งกระแสข่าวที่ใครหลายคนต่างให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจาก Facebook YouTube LINE และ Netflix เป็นสื่อความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตประจำวันของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ ส่วนบทสรุปของเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร ? ต้องรอทางภาครัฐออกมาให้ข้อมูลเพื่อความชัดเจนอีกที และหากมีความคืบหน้า เราไม่พลาดมาอัพเดทให้ได้ทราบทั่วกันแน่นอนครับ

 ♦ คลิกอ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม