ads

หากใครยังไม่เคยรู้ การเรียกบริการ UBER หรือแม้แต่การเรียกรถแท๊กซี่ผ่าน application จะมีค่าบริการที่สูงขึ้น ตามสถานการณ์ เช่น ชั่วโมงเร่งด่วน (Rush Hour) หรือแม้แต่ตอนฝนตก แต่ ตอนนี้มีอีกมุมหนึ่งที่ทำให้ค่าโดยสารแพงขึ้นกว่าปกติ (ไม่ได้รับรายงานว่าขึ้นเท่าไหร่) ซึ่งจะช่วยให้ ผู้ขับ Uber ได้ประโยชน์ เช่นการถูกเรียกรถในพื้นที่ ที่มีการเรียกรถสูง หรือมีคนเรียกบ่อย หรือ รถติดมาก

โดยปกติแล้ว ค่าโดยสาร UBER จะถูกคำนวณ โดยใช้หลักการระยะทาง และเวลา รวมถึงความต้องการรถในช่วงเวลานั้นๆ และวันนี้ UBER ใช้ Artificial Intelligence หรือหัวสมองกลมาคำนวณ อัตราค่าโดยสารให้เพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาที่มีคนเรียกใช้รถมากขึ้น และในพื้นที่ ที่จำกัดผ่าน UberPool เท่านั้น

สำหรับผู้ขับเอง ตัวเองจะไม่รู้ตัวว่า ค่าโดยสารเพิ่มขึ้น แต่มันก็ยังมีช่วงเวลาที่ค่าโดยสารลดลง ในช่วงที่คนไม่ค่อยใช้เช่นเดียวกัน คือไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างเดียว และมาตรการนี้ของ Uber ทำขึ้นเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคนขับและบริษัท เพราะช่วงที่ผ่านมาผู้ขับ Uber ทั้งในไทยและต่างประเทศ เริ่มบ่นว่ามีความแตกต่างระหว่างค่าโดยสาร และค่าใช้จ่ายที่อาจจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่รถติด ทั้งนี้ ผู้โดยสารก็ยังคงสามารถเช็คราคาค่าโดยสาร Uber ได้ตลอดเวลา แต่เป็นอัตราที่ประมาณการณ์ ไม่ได้แม่นยำ 100% เพราะไม่ได้คำนวนเรื่องรถติด ค่าทางด่วน ฯลฯ

ซึ่งจริงๆแล้ว สาเหตุที่ Uber ปรับค่าโดยสารขึ้น ก็อาจจะเป็นเพราะว่าทาง บริษัทเค้าขาดทุนหนักในปีที่ผ่านมา คือขาดทุนมีมูลค่ามากกว่า 9 หมื่นล้านบาท และการขาดทุนโดยมากแล้วจะมาจากเรื่อง การถูกฟ้องหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การที่คนขับอูเบอร์ กระทำมิดีมิร้าย กับผู้โดยสาร หรือการโดนฟ้องจากรัฐบาลต่างๆ ซึงปีนี้คาดว่าทาง Uber จะต้องมีการปรับค่าโดยสาร ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแน่นอน