ads

ไม่ว่าจะผ่อนหมดแล้วหรือยังไม่หมด การรีไฟแนนซ์รถยนต์คันหนึ่ง เป็นอะไรที่กระทบต่อสถานภาพทางการเงินของเจ้าของรถอยู่แล้ว เริ่มต้นจากการเปลี่ยนสัญญาไฟแนนซ์เดิมมาเป็นสัญญาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไฟแนนซ์เดิมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งโดยปกติแล้วผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบนี้ มันคือการเอาเงินก้อนใหม่ออกมาเพื่อที่จะไปจ่ายหนี้เก่าที่ยังค้างอยู่ และนั่นเป็นเหตุผลว่าไม่ว่าจะมีการผ่อนรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์มาแล้ว 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือนานกว่านั้น เราควรจะต้องศึกษาเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ (Car Refinancing) ให้ละเอียดเสียก่อนว่าอาจมีผลกระทบอะไรบ้าง?

สิ่งที่ (อาจ) จะเกิดขึ้นเมื่อทำการรีไฟแนนซ์รถ

ความเป็นไปได้เหล่านี้ที่จะพูดถึง มันคือผลที่ได้จากการเอาเงินก้อนใหม่ออกมาโปะก้อนเก่า และเนื่องจากการรีไฟแนนซ์แต่ละที่ มีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันออกไป แต่เราสามารถ จำแนกผลลัพธ์ที่จะได้จากการทำธุรกรรมรูปแบบนี้ออกมาเป็น 5 รูปแบบด้วยกันคือ

1มันทำให้การผ่อนจ่ายต่อเดือนลดลง

บ่อยที่สุดที่ใครจะทำการรีไฟแนนซ์อะไรก็ตาม ไม่เว้นแม่แต่การรีไฟแนนซ์บ้าน จุดประสงค์หลักก็คือ การลดจำนวนเงินที่จะผ่อนจ่ายแต่ละเดือน อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้อยู่แล้วเพราะเมื่อ การจ่ายค่ารถต่อเดือนลดลง ทำให้มีเงินเหลือเก็บ หรือสามารถนำไปลงทุนต่อได้ หรือแม้แต่ทำให้เงินที่ใช้จ่ายหรือใช้หนี้ก้อนอื่นๆเพียงพอมากยิ่งขึ้น

แต่การรีไฟแนนซ์รถนั้น มันมีหลักๆแค่ 2 ทางเลือก นั่นก็คือ การยืดระยะเวลาผ่อนชำระ และ การลดอัตราดอกเบี้ยต่อปี แต่จริงๆแล้ว บางบริษัทไฟแนนซ์รถยนต์ อาจต้องการทำตลาด ก็อาจจะให้ตัวเลือกทั้งสองอย่างนี้พร้อมๆกันเลยก็เป็นได้ นั่นก็คือทั้งลดดอกเบี้ย และ ยืดเวลาผ่อนชำระ แต่อย่างไรก็ดี ไม่มีอะไรในโลกที่มีแต่ข้อดี การยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เงินที่ต้องจ่ายหนี้ทั้งหมดก็จะสูงขึ้น แต่สำหรับบริษัทไฟแนนซ์รถที่จะให้ทั้งสองอย่าง ก็อาจทำให้ค่าผ่อนลดลง และ มูลค่าที่ต้องจ่ายจริงๆลดลงก็เป็นได้เช่นเดียวกัน

2

ทำให้ดอกเบี้ยลดลง

หากเราไม่มองถึงประโยชน์ของการรีไฟแนนซ์รถยนต์ ที่จะทำให้การผ่อนจ่ายต่อเดือนน้อยลงกว่าเดิม การรีไฟแนนซ์ รถยนต์มันทำให้ ดอกเบี้ยลดลงกว่าเดิมได้ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น การที่จะได้ดอกเบี้ยที่ดีได้ อาจต้องพึ่งหลายปัจจัย เช่นคะแนนเครดิตของบุคคลคนนั้น ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ ผู้ค้ำประกันรถ ฯลฯ ซึ่งสำหรับผู้ที่มีเครดิตไม่ดี ก็อาจไม่ได้ดอกเบี้ยพิเศษ หรือดอกเบี้ยโปรโมชั่นได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น จริงๆแล้ว บริษัทไฟแนนซ์รถยนต์ ไม่ได้มีทุกบริษัทที่เช็คคะแนนเครดิตเสมอไป ซึ่งก็มีบริษัทที่ไม่เช็คเครดิตเช่นเดียวกัน แต่การไม่เช็คเครดิตก็มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีค่าใช้จ่ายจุกจิกในเรื่องอื่นๆ เช่นการพ่วงประกันอุบัติเหตุ ประกันชีวิต ฯลฯ เพื่อลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินนั้นๆเอง

3

ยืดระยะเวลาในการผ่อน

เป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้ว หากผ่อนด้วยจำนวนเงินมากๆ ในช่วงต้นๆของการผ่อน คนอยากได้รถก็ต้องยอมทุกอย่างเพื่อที่จะให้ได้มา ก็ต้องรับสภาพกับข้อกำหนดต่างๆ เช่น ระยะเวลาผ่อนที่สั้น เช่น 1 ปี 2 ปี หรือมากกว่า ซึ่งเมื่อผ่อนๆไป ก็เริ่มรู้ตัวว่าไม่ไหว จึงต้องขอขยายเวลาในการผ่อนเป็นรายปี ซึ่งมันจะทำให้ต้องจ่ายมากขึ้นในระยะยาว (มูลค่าผ่อนเกินมูลค่ารถ) แต่ก็ทำให้สภาพคล่องในครัวเรือนสูงขึ้น

เปลี่ยนผู้ค้ำประกัน หรือ เอาผู้ค้ำประกันออก

การเปลี่ยนผู้ค้ำประกันรถ ทุกครั้ง จะถือว่าเป็นการรีไฟแนนซ์รถยนต์ไปด้วยในตัว เพราะ มันจะต้องใช้สัญญาฉบับใหม่ ซึ่งก็อาจได้ระยะเวลาผ่อน และ อัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

รีไฟแนนซ์เพราะต้องการนำเงินออกมาใช้จ่าย

วิธีนี้เป็นวิธีที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในการลงทุน หรือ ใช้หนี้ต่างๆ คำถามคือ หากต้องการใช้เงิน ทำไมไม่ใช้สินเชื่อส่วนบุคคลแทน? นั่นเป็นเพราะว่า สินเชื่อส่วนบุคคลมักเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ผลก็คือ มีดอกเบี้ยสูงกว่า การรีไฟแนนซ์รถยนต์จึงเป็นทางเลือกที่สามารถนำเงินออกมาใช้ได้ ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามาก

ตัวอย่างการรีไฟแนนซ์รถยนต์ ที่ทำกันเป็นประจำ

อันนี้เราลองยกตัวอย่างการซื้อรถ เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วในราคารถยนต์ขนาดเล็กที่ 600,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 6% โดยที่มีการกู้ยืมทั้งหมด 4 ปี หรือ ประมาณ 48 เดือน และ 1 ปีให้หลัง อยากจะทำการรีไฟแนนซ์รถยนต์ โดยที่การรีไฟแนนซ์รถยนต์ครั้งนี้ จุดประสงค์หลักก็คือ การผ่อนที่น้อยลงต่อเดือน พอตัดสินใจว่าจะทำแล้วก็พยายามอยากจะเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยทันที โดยการติดต่อบริษัทไฟแนนซ์แต่ละแห่ง และเมื่อเข้าไปคุยแล้ว ก็พบว่า บริษัทไฟแนนซ์ใหม่ก็จะทำการเคลียร์หนี้กับบริษัทไฟแนนซ์เดิมให้ และจะให้อัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 3% และให้ยืดผ่อนไปอีก 48 เดือน แปลว่ารวมทั้งหมดแล้ว จะผ่อนรถมูลค่า 600,000 บาท คันนี้ทั้งหมด 60 เดือน (ผ่อนมาแล้ว 1 ปี =12 เดือน และ ผ่อนกับสัญญาใหม่อีก 48 เดือน, 12 + 48 = 60 เดือน)

ทีนี้เรามาดูกันว่าแต่ละเดือนที่ รีไฟแนนซ์ จะจ่ายเท่าไหร่ และที่ต้องจ่ายใหม่ก็คือ ประมาณ 10,252 บาท ต่อเดือน ซึ่งของเก่าที่ต้องจ่ายคือ 14,091 บาท ต่อเดือน และเมื่อผ่อนจบทั้ง 48 เดือน (ไม่มีค่าปรับ ไม่มีค่าธรรมเนียม ฯลฯ) เงินที่ต้องจ่ายค่ารถจริงๆ จะอยู่ที่ประมาณ 661,200 โดยการรีไฟแนนซ์ หลังจากผ่อนมาแล้ว 1 ปี และสูตรก็คือ

14,091 X 12 (สัญญาแรก) + 10,252 X 48 (สัญญาที่สองหลังจากรีไฟแนนซ์) = 661,200 บาท

แต่ถ้าหากว่าไม่ได้รีไฟแนนซ์รถยนต์หล่ะ? มูลค่าจะเป็นเท่าไหร่กัน? เรามาลองดู

14,091 X 48 (หากไม่ได้รีไฟแนนซ์ ใช้สัญญาเดิมไปเรื่อยๆ) = 676,350 บาท

แปลว่าถ้าทำการรีไฟแนนซ์ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะได้ระยะเวลาการผ่อนมากขึ้น 12 เดือน และ ประหยัดค่าดอกเบี้ยไปได้อีก 15,150 บาท ( 676,350 – 661,200 )

กราฟแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการรีไฟแนนซ์ รถยนต์หลังจากผ่อนมาแล้ว 1 ปี (เริ่มต้นผ่อนใหม่กับไฟแนนซ์เจ้าใหม่ ในเดือนที่ 13 ในปีที่ 2 เป็นต้นไป) ความคุ้มค่านี้ยังไม่ได้รวมปัจจัยอื่นๆเช่น การเสียค่าปรับ ค่าทวงถาม หรือการปรับอัตราดอกเบี้ยอื่นๆตาม กฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อไหร่ที่ควรรีไฟแนนซ์รถยนต์หล่ะ? จำเป็นต้อง 1 ปีมั้ย?

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ มันก็เหมือนกันกับการรีไฟแนนซ์บ้านนั่นแหละ เมื่อเราเห็นกติกาที่ดีกว่า หรือ จะได้จ่ายดอกเบี้ยถูกกว่าเราก็ย้ายซะเลย การย้ายไฟแนนซ์ หรือ การ Refinance รถยนต์ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ระยะเวลา 1 หรือ 2 ปี หรือ มากกว่านั้น ซึ่งโดยรวมๆแล้ว ขอสรุปเป็น ไม่กี่หัวข้อดังนี้

  1. รีไฟแนนซ์รถได้ หากไม่โดนค่าปรับจากไฟแนนซ์เดิม – บางครั้งบริษัทไฟแนนซ์เดิม มีสัญญาผูกมัดนานกว่า 1 ปี หากย้ายก่อน ทำการปิดไฟแนนซ์ โปะ ก็อาจเจอค่าปรับได้
  2. ถ้ามีดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า หรือ มีการยืดระยะผ่อนมากกว่า ใน อัตราดอกเบี้ยที่เท่ากัน – หากได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า จะทำให้ การผ่อนต่อเดือนน้อยลงไปด้วย
  3. ต้องการนำเงินส่วนหนึ่งออกมาใช้ – การรีไฟแนนซ์ของคนไทยส่วนใหญ่ จะเป็นการนำเอาเงินสดออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน
  4. เมื่อคะแนนเครดิต จากเครดิตบูโร อยู่สถานะปกติ – บางบริษัทไฟแนนซ์ จะต้องมีการเช็คเครดิตกับเจ้าของสัญญาด้วย อย่างไรก็ดี มีหลายบริษัทที่ไม่เช็ค ก็ต้องตรวจสอบกันก่อนยื่นขอ refinance เพราะคะแนนเครดิต Scoring มีผลต่อการการอนุมัติวงเงิน และรวมถึงระยะเวลาด้วย

ดังนั้น เราจะสามารถตอบคำถามได้เลยว่า จำนวนปีที่ผ่อนมาแล้ว มีผลหรือไม่? อย่างไร? กับการรีไฟแนนซ์ คำตอบคือมีหรือมีน้อยมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยด้านบน 4 ข้อนั้นๆด้วย

ด้วยเหตุผลอะไรที่ไม่ควรรีไฟแนนซ์รถ?

ในเมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครออกมาให้ความรู้พวกนี้เท่าไหร่นัก ซึ่งในต่างประเทศเค้ามีการให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุผลที่ไม่ควรรีไฟแนนซ์รถยนต์มานานแล้ว ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรรีไฟแนนซ์รถยนต์คือ ค่าเสื่อมรถ นั่นเอง

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ตั้งแต่ปีแรกๆ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าหากทำอย่างถูกต้อง ก็เป็นอะไรที่น่าทำ แต่เหตุผลที่มาจาก Yahoo Finance โดย Ellen Chang นั้นกล่าวไว้อย่างมีเหตุผลว่า หากทำรีไฟแนนซ์รถยนต์ ที่ยาวนานเกินไป ค่าเสื่อมรถเกิดขึ้น ทำให้มูลค่ารถลดลง และไม่คุ้มค่าต่อการเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติม และการขอรีไฟแนนซ์รถยนต์ ที่มีการโฆษณาว่าดอกเบี้ยต่ำๆ จริงๆแล้ว มันไม่ค่อยมีให้เห็นกันในตลาด เพราะโดยมากจะสูงกันทั้งนั้น และเค้ามีการแนะนำด้วยว่าหากจะรีไฟแนนซ์จริงๆ ยกตัวอย่างเช่นรถยนต์ค้างไฟแนนซ์ ประมาณ 60 เดือน และหากว่าผ่อนมาแล้ว 2 ปี ก็ควรที่จะรีไฟแนนซ์ใหม่ ด้วยดอกเบี้ย ถูกกว่าเดิม ประมาณ 36 เดือน โดยเค้าให้ความเห็นว่า การที่ยืดระยะเวลาออกไปนานกว่านี้ทำให้ขาดทุนเรื่องดอกเบี้ย

และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การรีไฟแนนซ์รถยนต์ โดยการนำเงินออกมาใช้ ซึ่งแต่ละคนมีความจำเป็นที่แตกต่างกันออกไป การรีไฟแนนซ์รถยนต์ เพื่อหาเงินก้อนมาใช้จ่าย หรือ ลงทุนก็เป็นอะไรที่ ดีกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลในด้านดอกเบี้ยอยู่แล้ว แต่การรีไฟแนนซ์รถยนต์ เพื่อไปได้ดอกเบี้ยที่แพงกว่า เพื่อนำเงินออกมาใช้เป็นอะไรที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

บริษัทที่รับรีไฟแนนซ์รถยนต์ ในประเทศไทย ปัจจุบันปี 2019

อื่นๆเกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคล