ads

การใช้เงินสดในปัจจุบัน อาจเป็นอะไรที่ไม่สะดวก และ มีคนขนเงินสดเพื่อไปจับจ่ายใช้สอยกันน้อยลง และเทรนด์การใช้ Mobile Banking ผ่าน Mobile Application นั้นสูงขึ้น เพราะแม้แต่การโอนเงิน จ่ายค่าบริการหรือสินค้าต่างๆ ก็สะดวกแบบไม่มีค่าธรรมเนียม แต่ไม่ว่าเราจะเป็น Cashless Society แค่ไหนก็ตาม การใช้บัตรเครดิตก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่วันยังค่ำ

การที่บัตรเครดิต ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ อาจจะด้วยเพราะ การเก็บคะแนนสะสมเมื่อมีการใช้ผ่านบัตรหลายๆเท่า เพื่อนำคะแนนไปใช้แลกของ หรือ แลกตั๋วเครื่องบิน และแม้แต่การใช้บัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด เพื่อกดเงินสดออกใช้ มันยังคงเป็นที่นิยมอยู่ เพราะการใช้บัตรกดออกมา มันมีความรวดเร็วกว่าการใช้สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ต้องยื่นสมัครและรออนุมัติ ซึ่งบางทีใช้เวลาเป็นเดือนๆ แต่ด้วยบัตรเครดิตแล้วมันสามารถกดออกมาใช้ได้ทันที และนี่คือเหตุผลที่บัตรเครดิตยังคงเป็นที่นิยมอย่างมาก เช่นเดียวกันกับ การล้วงข้อมูลบัตรเครดิต และผลิตภัณฑ์บัตรอื่นๆด้วย

ไม่ใช่ในประเทศไทยเท่านั้นที่บัตรเครดิตโดนแฮคข้อมูลแบบง่ายๆ ล่าสุด ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีบัตรมากกว่า 2 ล้านใบถูกล้วงข้อมูล ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2019 ซึ่ง เป็นจารกรรมข้อมูลบัตรที่ใหญ่ที่สุดในไตรมาสแรกของปี 2563 เลยทีเดียว

คำถามคือ ในฐานะผู้ที่เป็นเจ้าของบัตรเครดิต ไม่ว่าจะกี่ใบก็ตาม เราจะมีวิธีป้องกันตัวเองอย่างไรในปีนี้? ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ก็คือ เราไม่ควรใช้บัตรเครดิตในจุดที่เรียกได้ว่าเป็น “จุดเสี่ยง” ในช่องทางออนไลน์ และคำว่าจุดเสี่ยงจากช่องทางออนไลน์ ก็คือ เว็บไซด์ หรือวิธีการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ที่ไม่ควรทำ และ เรามีข้อมูลมานำเสนอดังนี้

คาดการณ์ 5 จุดเสี่ยงใน ออนไลน์ ที่ควรระวัง หากต้องใช้บัตรเครดิต (Data Breach Prediction)

เมื่อมีข้อมูลในโลกไซเบอร์เยอะ ก็ต้องมีผู้ที่ปกป้องข้อมูลเหล่านั้น และข้อมูลความเสี่ยงของการโดนล้วงข้อมูลบัตรเครดิตนั้นมาจาก Security Metrics ผู้ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยออนไลน์ ที่มีบริการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า ทุกประเภท โดยหลักๆแล้วมี 5 จุดด้วยกันคือ..

1โดนแฮคบัตรจาก Social Media

ไม่ว่าจะเป็น Facebook, IG, Twitter, หรือแม้แต่ Application สำหรับ Chat อย่าง LINE หรือ Facebook Messenger ก็ตาม ทาง Security Metrics กล่าวไว้ว่า มันคือ จุดที่ทำให้ข้อมูลบัตร หรือข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลมากที่สุด โดยยกตัวอย่างเช่น กำลังเล่นเกมส์อยู่ และในเกมบอกว่ามีของแถม เราก็ใส่บัตรเครดิตลงไป และทำให้ถูกแฮคง่ายมากๆ

2

ข้อมูลจากลายนิ้วมือ หรือ หน้าตา

เดี๋ยวนี้เวลาอยากรู้จักใครซักคน ก็แค่เอาชื่อไป Google ดู ก็รู้แล้ว แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ อุปกรณ์หลายๆอย่างเช่น Smartphone, Tablet, หรือ Laptop มีการใช้ Fingerprint Scan หรือ แม้แต่ Facial Recognition และ Voice Recognition ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้หลุดไปได้ ก็จะทำให้ชีวิตเราตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น (รวมถึงข้อมูลทางการเงิน และบัตรเครดิตด้วย) เนื่องจาก หลายธนาคาร และ สถาบันการเงิน ที่ใช้ ลายนิ้วมือ เพื่อเปิดการใช้งาน application หรือแม้แต่การยืนยันตัวตน นั่นเอง

3

พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ แบบ Cloud Service

เวลาเราจะเก็บอะไรเช่น รูปภาพ หรือ ข้อมูล เอกสาร ต่างๆ เดี๋ยวนี้ เค้าก็ใช้ Cloud Storage เก็บกันทั้งนั้น ซึ่งในฐานข้อมูลเหล่านี้ หากถูก Hack ได้ ก็จะเป็นอันตรายเช่นเดียวกัน

4

การจ้างคนในบริษัท จากบริษัทคู่แข่ง

อ้างอิงถึง Security Metrics เค้ากล่าวว่า เดี๋ยวนี้ บริษัทข้ามชาติมีการจ้างพนักงานในบริษัทคู่แข่งที่อยู่อีกประเทศหนึ่ง เพื่อส่งข้อมูลที่เป็นความลับให้กับบริษัทตัวเอง ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นจุดรั่วไหลของข้อมูลได้เหมือนกัน

5

เทคโนโลยี AI มีข้อดีและก็มีข้อเสียด้วย

หากบริษัทใหญ่ๆ พัฒนา Artificial Intelligence ได้ บริษัทเล็กๆ หรือแม้แต่ Hacker ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน และการสร้าง AI เพื่อมา Hack ระบบ หรือ แม้แต่การเดา Password ก็ มีความเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งก็เป็นอันตรายต่อ เจ้าของบัญชี บัตรเครดิต และแม้แต่ประชาชนทั่วๆไปที่ไม่มีบัตรก็ตาม

ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพโดนล้วงมากที่สุดในปี 2561

คำถามคือเมื่อ Hacker ล้วงข้อมูล หรือ Hack ข้อมูลไปแล้ว จะเอาไปทำอะไร? ส่วนมากก็คงคิดว่า ถ้าเป็นข้อมูลบัตรเครดิต ก็จะถูกนำไปใช้เพื่อรูดหรือถอนเงิน หรือโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง แต่จริงๆแล้ว มันคือการล้วงข้อมูล เพื่อเอาไปขายต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ (Healthcare Data) ที่ถูกแฮคมากที่สุดในปี 2561 ที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก Reuters.com กล่าวเอาไว้ว่า ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ถูกล้วงมากถึง 1,138 ฐานข้อมูล โดยมีรายชื่อคนมากกว่า 164 ล้านคน ที่เป็นผู้ป่วย ตั้งแต่ ตุลาคม 2009 ไปจนถึง 2017 มากกว่า 8 ปี เลยทีเดียว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่า การที่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพโดนล้วงมากก็เป็นเพราะ ระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพนั้นมีการจัดการไม่ดีพอ และเนื่องด้วย ข้อมูลสุขภาพของแต่ละบุคคล มีค่ามากกว่า ข้อมูลบัตรเครดิตเสียอีก เพราะอะไรน่ะเหรอ? นั่นก็เป็นเพราะว่า ข้อมูลสุขภาพของคน สามารถนำไปทำบัตรประชาชน หรือนำไปใช้เปิดบัตรเครดิตใบใหม่ได้สบายๆ ยกตัวอย่างเช่น Ransomware ที่โด่งดังมากในปีที่ผ่านมา ใช้ข้อมูลของเหยื่อเป็นตัวประกัน หากไม่จ่ายตังค์ให้เจ้าของ Ransomware ข้อมูลทั้งในคอมก็จะหายทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเลยทีเดียว

จุดเสี่ยงแบบ Offline ก็ เครื่องรูดบัตรเครดิตเนี่ยแหละ

การโดนล้วงข้อมูลผ่าน POS หรือ Point of Sale ที่เป็นเคาน์เตอร์เก็บเงินธรรมดาๆ จากร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ พุ่งสูงขึ้น มากถึง 2 เท่า จากปี 2560 – 2561 เลยทีเดียว ข้อมูลจาก Forbes ในปี 2017 บอกว่า เครื่องรูดบัตรนั้นก็ถือเป็น คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งมันจะเชื่อมกันกับคอมพิวเตอร์ตัวอื่นๆ ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใต้เรดาร์ หรือ เป็นจุดที่ระบบรักษาความปลอดภัย เค้าคิดไม่ถึงว่าจะโดน Hack นั่นเอง และ ล่าสุดของตัวอย่างนี้ก็คือที่กล่าวข้างต้น บัตรเครดิตมากกว่า 2 ล้านใบ ถูกแฮคภายในเวลาไม่ถึงปี

สิ่งที่ตัวเราเองทำให้ข้อมูลรั่วไหล แบบง่ายๆ เช่น

  1. คอมพิวเตอร์ไม่มี Firewall หรือ หากมี ก็ตั้งค่าไม่ถูกต้อง
  2. แชร์ password ของตัวเองไว้ในออนไลน์ และไม่ใช้ Password ที่ ตั้งขึ้นมาแบบที่เดายาก
  3. ไม่มี antivirus ในเครื่องคอม หรือไม่ update
  4. มีการแชร์ login ให้กับบุคคลอื่นๆ
  5. ไม่มี 2 Step Verification (2 Step Verification คืออะไร?)

รวมข้อมูลเกี่ยวกับการโดน Hack บัตรเครดิต ที่นี่