แบกเป้เที่ยวเอง อย่างไร? ไม่ให้โดน Hack บัตรเครดิต : ภาค 2 ขณะเดินทาง

ads

พกบัตรเครดิต ไปต่างประเทศ ไม่ให้โดน HACK

นักเดินทางที่มีบัตรเครดิตทุกท่าน เมื่อออกไปเที่ยวต่างแดน แน่หล่ะว่าจะต้องไม่ลืมที่จะพกบัตรเครดิตไปใช้จ่ายเก็บแต้มสะสมไมล์เดินทาง รางวัลสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมาย ที่จะใช้แลกแต้มจ่ายถูกกว่าใช้เงินสด และยังไม่ต้องพกเงินสดเป็นจำนวนมาก ยิ่งถ้าสมัครบ้ตรเครดิตเพื่อการเดินทาง ยิ่งไม่มีทางที่นักเดินทางจะลืม

แต่ทั้งนี้การพกบัตรเครดิตก็ยังต้องมีข้อควรระวังเมื่อออกเดินทาง คุณอาจมองข้ามเพราะว่าตลอดเวลาที่ใช้บัตรเครดิตในประเทศบ้านเราอาจจะไม่เจอปัญหาอะไร แต่เมื่อเรากลายเป็นนักท่องเที่ยว เราจะตกเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพมากกว่าเดิมเป็นอีกเท่าตัว ดังนั้นเราจะต้องเตรียมตัวและรู้เท่าทันมิจฉาชีพพวกนี้ ที่พร้อมจะจ้องขโมยข้อมูลบัตรเครดิต ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่กำลังมีแผนจะออกเดินทางไปคนเดียว คงจะต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษเลย เพราะคงไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดแม้แต่อย่างเดียว เพราะนั้นอาจหมายถึงคุณต้องเผชิญเพียงลำพัง หากทำการบ้านไม่ดีพอ นี้อาจะเป็นทริปถังแตกของคุณเลยก็ว่าได้

 ♥ ข้อควรปฎิบัติเดินทาง 

  1. เก็บบัตรเครดิตและสัมภาระการเงินของเรา ไว้ที่ไหนถึงปลอดภัย? – เมื่อคุุณออกทริปโซโล่แบกเป้เที่ยวคนเดียว การดูแลสัมภาระโดยเฉพาะกระเป๋าตัง เงินสด บัตรฯต่างๆ สำคัญมาก เพราะคุณไม่มีเพื่อนที่จะคอยช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาถ้าเกิดคุณมีบัตรเครดิตหลายใบ เก็บไว้หลายๆที่ เพราะคุณคงไม่อยากทำบัตรฯ หรือเงินทั้งหมดไปทั้งหมดทีเดียวหรอก เมื่อนอนหลับบนเครื่องบินหรือรถไฟ แนะนำให้เฝ้าระวังกระเป๋าเงินและบัตรของคุณเอาไว้ให้ดี ควรพกติดตัวตลอดเวลาเเม้ว่าจะเข้าห้องน้ำอยู่ก็ตาม หรือจะเลือกซื้อกระเป๋าเป้กันขโมยก็จะช่วยให้โจรทำงานยากขึ้นและไม่ตกเป็นเหยื่อได้อีกแรง
  2. วิธีเช็คยอดอย่างไร ให้รู้ว่าโดนโกงหรือไม่ – หากคุณเดินทางในประเทศ คุณสามารถเช็คยอดใช้จ่ายของคุณและบัญชีได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านเว็บไซต์หรอแอปฯมือถือ แต่หากคุณบินไปต่างประเทศ อาจจะเสียแค่ค่าอินเทอร์เน็ตโรมมิ่งระหว่างประเทศเมื่อเช็คยอดบัญชีของคุณ หรือหากอยากได้ข้อมูลที่อัพเดทขึ้นมาหน่อย สมัครบริการแจ้งเตือนการใช้งานผ่าน SMS ทันทีที่มีการทำรายการ เท่านี้ก็จะช่วยให้คุณติดตามทุกการเคลื่อนไหวบัญชีได้แล้ว เมื่อคุณเจอยอดใช้จ่ายที่คุณไม่ได้ใช้ แจ้งสถาบันการเงิน เพื่อติดต่อยกเลิกได้อย่างรวดเร็ว
  3. กดตู้ ATM อย่างปลอดภัย – ระวังอุปกรณ์คัดลอกข้อมูลบัตร หรือ Skimmer มิจฉาชีพจะติดกล้องขนาดจิ๋วเพื่อแอบดูรหัสเราบนตู้เอทีเอ็ม และใช้เครื่อง Skimmer ดูดข้อมูลจากบัตรเครดิตแถบแม่เหล็ก และนำไปทำบัตร ATM ปลอม HACK บัตรของคุณจนหมดเกลี้ยง เพราะฉะนั้น คุณควรเอามือปิดรหัสผ่านเมื่อกดทุกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมองอยู่ก็ตาม หรือทางที่ดีใช้บัตรเครดิต/บัตรเดบิตที่เป็นแบบชิปการ์ด ก็จะช่วยเซฟบัตรเครดิตจากพวกมิจฉาชีพแล้วและก็ไม่ควรกดตู้เอทีเอ็มในบริเวณมืดๆ ไม่มีคนเพราะคุณอาจโดนจี้ปล้นเงินที่ถอนมาต่อหน้าต่อหน้าไปแบบไม่รู้ตัว เผลอๆเจ็บตัวเพิ่มมาเป็นของแถมอีกด้วย ยอมต่อแถวกดตู้เอทีเอ็มที่คนพลุกพล่านหน่อยจะปลอดภัยกว่า
  4. เลือกนอน hostel ที่ปลอดภัย – Hostel ที่พักยอดนิยมช่วยเซฟงบประมาณนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่แบกเป้ลุยเดี่ยว วิธีเลือก Hostel ให้ได้นอนในราคาถูก และปลอดภัย อยู่ใจกลางเมือง หรืออาจจะโชคดีได้อาหารเช้าฟรี, และบริการสุดแสนเป็นมิตรจะผู้ดูแลจริงๆแล้ว Hostel มีทั้งแบบที่จดทะเบียน และไม่จดทะเบียน จดทะเบียนในที่นี่หมายถึง ลงชื่อร่วมเครือข่าย Hostelling International ซึ่งเป็นองค์กรดูแลธุรกิจโฮลเทลแบบไม่แสวงหากำไร จอง hostel ที่เป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าวจะมีความเชื่อถือมากกว่า
  5. เก็บของมีค่าในที่พักอย่างไร ให้ปลอดภัย?  – โฮลเทลแต่ละแห่งจะมีล็อคเกอร์ให้คุณเก็บของอยู่แล้ว แต่คุณควรที่จะเอาแม่กุญแจ Padlock ส่วนตัวไปด้วยจะดีกว่า หรือคุณอาจจะเก็บเงินสดและการ์ดไว้ในกระเป๋าคาด หรือสพายไว้ในคอเมื่อคุณนอนอยู่ก็ได้ถ้าคุณไม่ได้นอนที่โฮสเทลแต่เข้าพักในโรงแรมหรู ส่วนใหญ่แล้วภายในห้องจะมีความปลอดภัยสูงที่จะเป็นที่เก็บของสำรองในยามฉุกเฉิน อย่างเงินสด, บัตรเครดิต, สำเนาเอกสารสำคัญ และหากคุณใช้แต้มสะสมบัตรเครดิต คุณอาจจะสามารถนอนโรงแรมหรู มีวิวสวยเป็นของเเถมได้โดเกินงบก็ได้นะ
  6. ใช้ Wi-fi อย่างปลอดภัย – นักท่องเที่ยวอย่าพึ่งดีใจหากเจอ Wi-fi ไม่ว่าจะตามสนามบิน, โรงแรม, ร้านอาหาร เพราะหากคุณได้ลงชื่อเข้าใจแล้ว ข้อมูลส่วนตัวรวมทั้งข้อมูลการเงินมีความเสี่ยงที่จะรั่วไหล Wi-fi สาธารณะส่วนใหญ่มีระบบความปลอดภัยต่ำ คุณสามารถตกเป็นเป้า Hacker ได้แบบไม่รู้ตัว พวกเขาอาจจะขโมยรหัสผ่านหรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆของคุณ บางครั้ง Hacker จะแอบส่องข้อมูลต่างๆ ที่คุณส่งออก เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรเชื่อมต่อ Wi-fi สาธารณะ เมื่อต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะทำธุรกรรมการเงิน ช้อปปิ้งออนไลน์ใดๆในอนาคต Wi-fi สาธารณะจะมีความปลอดภัยมากขึ้น ด้วย Wi-fi WPA3 อีกหน่อยคุณอาจจะต้องมองหา Wifi ดังกล่าวตาม โรงแรม,ร้านกาแฟ เป็นต้น
  7. อย่าใช้คอมสาธารณะถ้าไม่จำเป็น  มันค่อนข้างสุ่มเสี่ยงเมื่อเราต้องใช้คอมสาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อต้องกรอกข้อมูลจำเป็น ไม่ว่าจะที่ โฮสเทส, โรงแรมระดับ 5 ดาว, ห้องสมุด, ห้องคอมพิวเตอร์หากระบบคอมพิวเตอร์มีความปลอดภัยต่ำ คุณอาจจะเจอมัลเเวร์ก็อปปี้ข้อมูลที่คุณพิมพ์ และถูกขโมยข้อมูลไปใช้โดยไม่รู้ตัว หรือคุณอาจเผลอทิ้งข้อมูลส่วนตัว หรือล็อกอินทิ้งไว้โดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นก่อนจะเดินออกจากคอมพิวเตอร์ อย่าลืม log out และลบประวัติข้อมูลอินเทอร์เน็ตให้เรียบร้อย ที่สำคัญอย่าเผลอทิ้งใบเสร็จหรือสลิปบิลอื่นๆ ไว้ในบริเวณนั้น
  8. คุณจำเป็นต้องใช้ VPN หรือไม่? – ระบบเน็ตเวิรค์ ที่มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูงกว่า Wi-fi สาธารณะหลายเท่าตัว VPN (Virtual Private Network) จะสร้างเครือข่ายการส่ง-แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างงเป็นส่วนตัว ทำคุณสามารถสามารถทำรายการผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย บริการ VPN บางแห่งไม่เสียค่าบริการ แต่จะมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ โดยส่วนใหญ่จะมีธรรมเนียมค่าบริการราวๆ $10/เดือนหรือหากคุณไม่อยากใช้ VPN จะเลี่ยงไปใช้ Hotspot จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนส่วนตัวของคุณก็มีความเสี่ยงน้อยเหมือนกัน การเชื่อมต่อผ่าน 4G
  9. บัตรหายหรือถูกขโมย ตอนอยู่ต่างประเทศทำไง? ไม่ว่าเราจะไปเที่ยวประเทศไหนๆ ก็มีความเสี่ยงที่บัตรเครดิต/บัตรเดบิตของเราจะหายได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นเราจึงควรเตรียมสำเนาบัตรเครดิตในกรณีฉุกเฉินและเบอร์โทรศัพท์ Customer Service ติดสัมภาระมาด้วย เมื่อบัตรเครดิตหายคุณจะต้องแจ้งสถาบันการเงินบัตรที่คุณทำหายทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพ นำบัตรของคุณไปใช้โดยไม่ชอบ คุณยังไม่สามารถขอบัตรฉุกเฉินสำรองแทนได้ด้วย
  10. บัตรหายไม่มีเงินจ่ายบิลทำอย่างไร? – ถ้าเกิดคุณเดินทางคนเดียว แล้วเกิดบัตรหายขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่รู้จะหันหน้าไปยืมใคร คุณควรจะมีเงินสดแยกกระเป๋าอยู่บ้างเผื่อในกรณีฉุกเฉิน หรือติดต่อขอบัตรชั่วคราวจากธนาคารให้เร็วที่สุด หากคุณใช้ Visa, Mastercard, American Express ซึ่งคุณควรเช็คเงื่อนไขรายละเอียดบัตรของคุณให้ดีว่า มีเงื่อนดูแลในกรณีนี้อย่างไร จะทำการบ้านก่อนไปก็ได้เพื่อความชัวร์ยกตัวอย่าง: บัตรเครดิตในประเทศอเมริกา Capital One จะมีหมายเลขบัตรชั่วคราวระหว่างรอบัตรชั่วคราวจัดส่งมาถึง เนื่องจากเป็นบัตรฯ วีซ่า ทำให้ใช้เวลาจัดส่งทั่วโลกเวลา 24-72 ชั่วโมง สถาบันการเงินจะเดินเรื่องกับธนาคารของคุณให้คุณมีเงินสดพร้อมจ่ายภายในไม่กี่ชั่วโมงแต่ทั้งนี้อาจจะมีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งและใช้เวลาเดินเรื่องพอสมควร ใครที่จองทริปเที่ยวในระยะเวลาสั้นๆ วิธีติดต่อขอบัตรสำรองอาจจะไม่เวิรค์เท่าไหร่นัก แนะนำให้ติดต่อทางบ้านเพื่อนโอนบ้านมา หรือขอความช่วยเหลือจากสถานทูตบ้านเราในประเทศนั้นๆ เลยอาจจะชัวร์กว่า

สรุป 

หลักการง่ายๆ ที่จะทำให้ทรัพย์สินของคุณปลอดภัยก็คือ หลีกเลี่ยง-ป้องกัน-แก้ไข

  1. หลีกเลี่ยง – กดตู้ ATM ในที่เปลี่ยว, ใช้คอมพิวเตอร์และไวไฟสาธารณะ, จอง hostel ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก Hostelling International,
  2. ป้องกัน – นำของมีค่าติดตัวไปทุกที่, เช็คยอดใช้งานบัตรเครดิตเสมอๆ, เชื่อมต่ออนไลน์ผ่าน 4G หรือ VPN, เก็บสัมภาระอย่างปลอดภัย, เอามือปิดพาสเวิรด์ไว้เสมอๆ
  3. แก้ไข – ติดต่อขอบัตรสำรอง, ติดต่อสถานทูตที่ใกล้ที่สุด, ใช้เงินสดที่สำรองแยกไว้

จริงๆ แล้ววิธีการแก้ไขในกรณีที่ไม่มีเงินสดติดตัวเลย จะต้องใช้เวลาเดินเรื่องเป็นเวลานานและค่อนข้างซับซ้อน ทางที่ดีให้สำรองเงินเก็บแยกไว้หลายๆ ส่วนเพื่อมีติดตัวในยามฉุกเฉิน และเตรียมตัวก่อนออกเดินทางเอาไว้ให้ดี น่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงที่ดีที่สุด

คุณสามารถอ่าน >> แบกเป้เที่ยวเอง อย่างไร? ไม่ให้โดน Hack บัตรเครดิต : ภาค 1 ก่อนออกเดินทาง เพื่อเตรียม Checklist สิ่งที่ควรทำเมื่อจะพกบัตรเครดิตไปต่างประเทศได้แล้ว ซึ่งขั้นตอนนี้น่าจะเป็นขั้นที่สำคัญมากๆ ไม่แพ้กับการปฎิบัติตัวไม่ให้ตกเป็นเป้าเมื่ออยู่ต่างประเทศเลย