แบกเป้เที่ยวเอง อย่างไร? ไม่ให้โดน Hack บัตรเครดิต : ภาค 1 เตรียมตัวก่อนเดินทาง

ads

ควรอ่าน ก่อนใช้บัตรเครดิต ที่ต่างประเทศ 

ไม่ว่าคุณจะต้องออกเดินทางไปทำธุรกิจคนเดียว หรือว่าหนีร้อนไปพักใจที่ต่างแดน คุณก็คงไม่อยากเจอเหตุขัดข้องเกี่ยวกับการเงินเป็นแน่ โดยเฉพาะตอนที่ต้องอยู่ต่างแดนคนเดียว

เริ่มวางแผนและเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่สนามบินและออกเดินทาง จะช่วยให้คุณและบัตรเครดิตของคุณปลอดภัยมากขึ้น ลดโอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะ  พกบัตรเครดิตแต่ใช้งานไม่ได้, ถูกฉกบัตรเครดิตหรือเงินสดไปตอนที่คุณกำลังหลับ, ต้องเสียค่าธรรมเนียมบัตรฯ มหาโหด เป็นต้น

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ก็คือการเลือกบัตรเครดิตสำหรับเดินทางในครั้งนี้ของคุณ เลือกใบที่ตอบโจทย์การเดินทางของคุณที่สุด เมื่อเราเลือกได้แล้วต่อมาก็จะเป็นที่ขั้นตอนที่คุณควรทำตาม เพื่อรักษาบัตรเครดิตของคุณ ทั้งนี้รวมไปถึงทรัพย์สิน เงินสด เอกสารสำคัญอื่นๆ

 ♥ เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง 

    1. แจ้งธนาคารก่อนไป – เมื่อมีการใช้งานบัตรเครดิตในพื้นที่คุณไม่เคยไป ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะคาดว่า บัตรเครดิตของคุณถูก HACK และ BLOCK บัตรเครดิตของคุณเพื่อความปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าว แนะนำให้แจ้งสถาบันการเงินบัตรเครดิต/ บัตรเดบิต ที่คุณถืออยู่ บางแห่งจะให้คุณแจ้งเตือนช่วงเวลาเดินทาง และสถานที่ที่คุณจะเดินไปผ่านทางออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันมือถือ หรืออาจจะถ้าติดต่อผ่านทางโทรศัพท์
    2. บอกคนใกล้ตัว ให้รู้ว่าคุณกำลังจะไปไหน? – บอกกำหนดแผนการเดินทางให้กับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณทราบ และ รายงานตัวบ่อยๆ พวกเขาจะได้แน่ใจว่าคุณปลอดภัยที่สหรัฐอเมริกา ถ้าคุณกำลังเดินทางไปต่างประเทศ คุณสามารถลงชื่อเข้าใช้ Smart Traveler Enrollment Program (STEP) เป็นโปรแกรมที่จะให้ข้อมูลสถานทูตที่ใกล้พื้นที่ที่คุณอยู่มากที่สุด เพื่อให้คุณและสถานทูตสามารถตามตัวกันได้ง่ายในกรณี ที่เกิดภัยธรรมชาติที่ไม่คาดคิด หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่นๆพวกเราก็อาจจะศึกษาเกี่ยวกับสถานทูตบ้านเราในประเทศนั้นๆ ให้พอผ่านตาไปก่อนเพื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น
    3. ทำสำเนาเอกสารสำคัญ – ถ่ายเอกสารหน้าหลัง บัตรเครดิต/ บัตรเดบิต และรายชื่อโทรศัพท์ที่สำคัญๆ เผื่อไว้ในกรณี สัมภาระโดนขโมย หรือหาย และหากคุณไปเที่ยวต่างประเทศ ก็อย่าลืมถ่ายเอกสาร Passport และ เลขบัญชีธนาคารสำรองเอาไว้ด้วย นำสำเนา 1 ชุดฝากไว้ที่ทางบ้าน อีกหนึ่งชุดเก็บไว้กับคุณ แยกคนละกระเป๋ากับที่เก็บบัตรเครดิต และ Backup file ออนไลน์ผ่าน Dropbox หรือ Google drive เพื่อความชัวร์ในกรณีที่บัตรเครดิต/บัตรเดบิตหาย หรือถูกขโมย คุณจะได้สามารถส่งข้อมูลไปทางสถาบันการเงินได้ทันที
    4. ทำความรู้จัก สิทธิประโยชน์ บัตรเครดิตของคุณให้ดี – ทราบสิทธิประโยชน์ที่มากับบัตรเครดิต จะช่วยประหยัดค่าเดินทางไปได้มากเลย บัตรเครดิตสำหรับเดินทาง หลายเจ้าต่างก็มีสิทธิประโยชน์ เอาใจนักเดินทางแดกต่างกันออกไป อาทิเช่น ประกันเดินทาง , บริการพิเศษกรณีฉุกเฉิน, ฟรีค่าโหลดกระเป๋าใบแรก, ประกันเช่ารถ เป็นต้นเชื่อเถอะว่ามีสิทธิพิเศษอีกมากมายที่คุณอาจไม่เคยรู้ว่าบัตรเครดิตของคุณอาจทำได้
    5. ศึกษาค่าธรรมเนียมบัตร – ไม่ว่าจะเที่ยวในประเทศหรือต่างประเทศ  ระวังเรื่องค่าธรรมเนียมรูดใช้บัตรเครดิต / ค่าธรรมเนียมตู้ ATM ด้วย ในบางประเทศ ยกตัวอย่าง ที่อเมริกา ถ้าเกิดคุณใช้บัตรเดบิต กดตู้ ATM ที่ไม่ได้ร่วมรายการ คุณอาจจะโดนชาร์จจากทั้ง 2 ฝั่ง จากตู้ ATM ที่คุณกดและจากทางธนาคารของคุณแนะนำให้ศึกษาหาตู้ ATM ที่เดียวกันส่วนค่าธรรมธรรมเนียมรูดบัตรต่างประเทศ ปกติสถาบันการเงินจะคิดค่าความเสี่ยงแลกเปลี่ยนเงินอัตราอยู่ที่ราวๆ 3% /ต่อการซื้อ เพราะฉะนั้นคุณควรมองหา บัตรเครดิตที่ชาร์จค่าธรรมเนียมรูดบัตรต่างประเทศน้อยมาก
    6. ตรวจสอบรายละเอียดบัตรเครดิต – ถ้าเกิดคุณต้องจองโรงแรม หรือต้องเช่ารถ ทางร้านอาจจะต้องขอ Hold เงินในบัตรเครดิตเพื่อเป็นมัดจำ ควรเช็คให้แน่ใจว่าจำนวนเงินที่ต้องมัดจำจะไม่กินวงเงินทั้งหมดของเรา และก็ควรเช็ควันหมดอายุของบัตรเครดิตด้วย เพราะหากพึ่งมารู้ว่าบัตรเครดิตหมดอายุตอนอยู่ไกลบ้าน คงจะลำบากแน่
    7. ควรจะใช้บัตรเครดิต / บัตรเดบิตดี – แนะนำให้พกทั้งบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจะสะดวกสบายมาก เมื่อคุณต้องการจ่ายเงินสดก็ใช้บัตรเดบิตเบิกผ่าน ATM ไม่แนะนำให้ใช้บัตรเครดิต เพราะคุณจะต้องเสียค่าดอกเบี้ยที่แพงมากๆแต่ถ้าพูดถึงในเเง่ความปลอดภัย ถ้าเกิดคุณโดนขโมยกระเป๋า หรือทำบัตรเครดิตและเดบิตหาย บัตรเดบิตมีแนวโน้มที่จะมีความเสียหายมากกว่าบัตรเครดิต คุณมีแนวโน้มที่จะถูกนำบัตรไปใช้ในวงเงินราวๆ $50 ซึ่งส่วนเป็นส่วนน้อยมากๆ ส่วนใหญ่แทบจะไม่เสียหายเลยในขณะที่บัตรเดบิต จะจำกัดอยู่ที่ $50 ถ้าคุณแจ้งบัตรหายภายใน 2 วัน หากเลยจากนั้น คุณอาจเสียหายถึง $500 และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนโจรกดเงินจากเลขบัญชีของคุณไปหมดอีกด้วย
    8. ควรพกบัตรเครดิตกี่ใบดี  – ในขณะที่คุณสามารถเพิ่มยอดสะสมจากค่าใช้จ่ายของคุณ ได้อย่างก้าวกระโดดด้วยบัตรเครดิตใบเดียว แต่ดันไปเจอโรงแรมหรือร้านอาหารที่ไม่รับบัตรเครดิตของคุณจนได้ โดยเฉพาะเวลาที่คุณเดินทางไปต่างประเทศ  ยกตัวอย่างบัตร Visa และ MasterCard มักจะเป็นที่นิยมมากกว่า บัตร American Express และ Discover แนะนำให้คุณตรวจสอบประเทศที่คุณกำลังจะไปว่า ส่วนใหญ่แล้วรับบัตรเครดิตอะไรน่าจะชัวร์ที่สุดอีกเหตุผลที่ควรจะพกบัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบนั้น? ก็คือในกรณีสัมภาระหายหรือเราก็มีใบสำรอง แต่อย่าลืมว่าต้องเก็บแยกไว้คนละส่วนนะคะ
    9. คุณควรเปลี่ยนแถบบัตรเป็น Chip card หรือไม่? – สหรัฐอเมริกา รวมไปถึงทวีปยุโรปอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่บัตรเครดิตของประเทศอเมริกาส่วนใหญ่ต้องใช้ชิปและลายเซ็นต์เป็นยืนยันตัวตน ทวีปยุโรปและที่อื่นๆ ผู้ถือบัตรจะต้องใช้ชิปและ PIN เพื่อยืนยันตัวตนซึ่งการใช้ บัตรเครดิตชิป+ลายเซ็นต์ จะสามารถใช้ได้ในทุกประเทศ แต่ก็มีข้อยกเว้น ตู้กดจำหน่ายตั๋วส่วนใหญ่มักจะรองรับ บัตรเครดิตชิป+PIN มากกว่า ดังนั้นคุณอาจจะต้องต่อคิวยาวเหยียดที่หน้าเคาน์เตอร์เเต่เพียงอย่างเดียว ดังหน้าหากบัตรเครดิตของคุณจะต้องใช้ชิปและลายเซ็นต์ยืนยันตัวตนเมื่อจ่ายใช้ผ่านบัตร ซื้อตั๋วโดยสารหรือบัตรออนไลน์ล่วงหน้าก่อนก็อาจจะช่วยไปได้มาก
    10. ควรมีบัตร prepaid card หรือไม่? – คุณสามารถเติมเงินเข้าบัตรตามจำนวนที่ต้องการใช้ได้เลย จะ $200 หรือ $300 อะไรก็ว่าไป ข้อดีของบัตร Prepaid ที่เหมาะสำหรับนักเดินทางสุดๆ ก็คือ หากบัตรฯหายหรือถูกขโมย ก็จะหายจำนวนที่เราเติมเงินเท่านั้น ไม่ได้โดนดูดเงินเก็บแต่ยอ่างใด สถาบันการเงินบางแห่งยังสามารถเรียกเงินคืนได้อีกด้วย เมื่อคุณทำบัตรฯหาย
    11. อุปกรณ์ป้องกัน RFID จำเป็นหรือไม่ ? – ใครที่ติดตามข่าวอาจเคยได้ยินมาบ้าง ว่าโจรสามารถใช้คลื่นวิทยุ(RFID)ขโมยบัตรเครดิตได้แล้ว จึงทำให้มีนวัตกรรมใหม่ออกกระเป๋าตังค์, อุปกรณ์ป้องกันคลื่น RFID ที่ว่านี้ออกมาต้องบอกก่อนโจรจะใช้เครื่องอ่าน RFID ที่ทำแฝงออกมาในรูปแบบต่างๆ หรือกระทั่งใช้สมาร์ทโฟนนี้แหละ แอบอ่านข้อมูลบัตรเครดิตเราจากระยะไกลด้วยคลื่นวิทยุ ลองนึกภาพ บัตร easypass บัตรทางด่วนที่สามารถรับข้อมูลได้จากระยะไกลเป็นต้น ดังนั้นบัตรสุ่มเสี่ยงจะโดนขโมยข้อมูล ก็คือบัตรที่ใช้เทคโนโลยี RFID /หรือบัตรที่เเตะจ่ายได้นั้นเอง อย่างบัตรรถไฟฟ้า, บัตร 7-11 เป็นต้น ถ้าบัตรเครดิตของคุณไม่ได้ใช้ RFID ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ อุปกรณ์ที่ป้องกัน RFID
    12. ศึกษาสถานการณ์บ้านเมืองเอาไว้ก่อน – พื้นที่ที่คุณกำลังจะเข้าพัก จุดเยี่ยมชมที่คุณวางแผนจะไป เป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงอันตราย ก่อเกิดอาชญากรรมหรือไม่ มีแนวทางปฎิบัติตัวอย่างไรให้รู้เท่าทันขบวนการก่อการร้าย ในต่างประเทศ? ติดตามข่าวประเทศที่คุณจะไปเอาไว้ให้ดีแนะนำเว็บไซต์ >> travel.state.gov/content/travel/en/international-travel.html คุณสามารถอ่านข้อควรระวัง และติดตามข่าวต่างประเทศที่นักเดินทางควรรู้ อย่าง ข่าวอาชญากรรม, ข่าวชิงทรัพย์, ข่าวโจรกรรมต่างๆ เพื่อให้เรารู้เท่าทันสถานการณ์บ้านเมือง ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลค่อนข้างอินไซต์พอสมควร

♥ สรุป  

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเดินทางแบกเป้ลุยคนเดียว นั้นก็คือการวางแผนให้รอบคอบนั่นเอง สิ่งที่ควรทำหลักๆ ก็คือ

  1. เลือกบัตรเครดิตที่ใช้ในประเทศปลายทางคุ้มที่สุดและรองรับเยอะที่สุด
  2. แจ้งสถาบันการเงินว่าเราจะออกเดินทางวันที่เท่าไหร่
  3. พกบัตรเครดิตสำรองไปด้วยและเก็บไว้คนละที่
  4. ถ่ายสำเนาเอกสารสำคัญทั้งหมด Back up ในอินเทอร์เน็ต , กระเป๋าเดินทาง, พกติดตัว, ให้คนทางบ้านเพื่อความชัวร์

ที่เหลือก็จะเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกว่า จะเอาบัตรอะไรไปดี พกไปกี่ใบ อุปกรณ์เสริมเพิ่มความปลอดภัยจากการโจรกรรมมีอะไรบ้างเป็นต้น นอกจากนี้คุณยังสามารถติดตาม สิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าไม่อยากโดน Hack บัตรเครดิตเมื่ออยู่ต่างแดนได้เร็วๆ นี้

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: