ads

หลายๆครั้งที่เรามีการใช้บริการออนไลน์ หรือบริการที่ต้องตัดเงินเป็นรายเดือนผ่านบัตรเครดิต และอาจมีการถกเถียงกัน จนเกิดเป็นปัญหาซึ่งทางร้านค้าก็จะพยายามเก็บเงินกับเจ้าของบัตรใบนั้นๆ และทางสุดท้ายก็คือเปลี่ยนบัตรเครดิตใหม่ เปลี่ยนเลขใหม่ คำถามคือ ทางร้านค้านั้นๆเค้าจะยังชาร์จเงินเราได้อยู่หรือเปล่า? หลายคนอาจเคยเจอปัญหานี้ ซึ่งแม้ว่าคุณจะเปลี่ยนบัตรเครดิตใบใหม่ แต่สุดท้ายรอบบิลเดือนถัดไปยังคงมีค่าบริการเรียกเก็บอยู่ อย่างนี้ถูกต้องหรือ? และทางร้านค้าเค้ารู้เบอร์บัตรเครดิตใหม่ของเราได้ยังไง?

ภาพจาก financial guide

เคสนี้เจอกับบางคน ที่พยายามเปลี่ยนเลขบัตรเครดิต โดยการสมัครบัตรเครดิตใบใหม่ เพื่อที่จะหนีการชาร์จเงินระหว่างเดือน ต้องบอกว่าการเปลี่ยนเลขใหม่ ในหลายๆครั้งก็จะป้องกันการเก็บเงินจากร้านค้าได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง นั่นเป็นเพราะว่า ทางแบรนด์บัตรเครดิตเช่น Visa, MasterCard, หรือ JCB เค้ามีบริการ update เลขบัตรเครดิตให้กับเจ้าของร้านค้า  และทำให้เค้าสามารถชาร์จเงินลูกค้าได้แม้ว่าลูกค้าจะเปลี่ยนเลขบัตรเครดิตก็ตาม และบริการนี้ไม่ใช่บริการสำหรับมานั่งติดตามหนี้ แต่เป็นเพราะปัจจุบันลูกค้าบัตรเครดิต เชื่อมบัตรเครดิตของตัวเองเข้ากับระบบ payment ต่างๆ มากขึ้น และมีการสมัครบริการออนไลน์ที่ต้องชำระเงินเป็นรายเดือนกันเยอะขึ้น ซึ่งบริการ update เลขบัตรเครดิตให้กับทางร้านค้า จะทำให้การดำเนินการทุกอย่างราบลื่นขึ้น

อย่างนี้ผู้บริโภค หรือเจ้าของบัตรก็เสียเปรียบหรือเปล่า?

จริงๆแล้วเหตุผลที่เค้าต้องคอย update ข้อมูลบัตรเครดิตให้กับทางร้านค้า ไม่ใช่จะคอยอำนวยความสะดวกให้กับร้านค้าให้ติดตามหนี้ได้ แต่ก็เป็นเพราะว่า ในปัจจุบัน เลขบัตรเครดิตถูกเปลี่ยนบ่อยๆ เนื่องจากเหตุผลทางความปลอดภัย เช่นเลขบัตรเครดิตถูก hack, บัตรหาย ฯลฯ และสำหรับคนที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะเปลี่ยนเลขบัตรเพราะจะหนี หนี้ ก็จะไม่หงุดหงิดรำคาญใจ เมื่อการเปลี่ยนเลขบัตรทำให้ ร้านค้าหยุดให้บริการเพราะรับชำระเงินไม่ได้

เวลาเราใช้บัตรเครดิตสมัครบริการอะไรก็แล้วแต่ เราอนุญาตให้ร้านค้านั้นๆ รับเงินผ่านบัตรเครดิตของเรา และการเปลี่ยนเลขบัตรเครดิตไม่ได้ทำหมายความว่า ห้ามไม่ให้ชาร์จเงิน และถ้าทางธนาคารเลือกที่จะอัพเดทเลขบัตรเครดิตกับทางร้านค้า ทางธนาคารย่อมทำได้เช่นเดียวกัน

แต่สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตที่ต้องการยกเลิกการชำระเงินค่าบริการต่างๆ ก็สามารถโทรบอก call center หรือยื่นเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร ที่จะยกเลิกรายการนั้นๆได้เอง และหากรายการใดที่คิดเงินไปแล้วแต่เราไม่ได้ใช้บริการ ก็สามารถรับเงินคืนได้ และอีกฝั่งหนึ่งก็คือร้านค้า เจ้าของบัตรก็ควรโทรยกเลิกกับร้านค้าเช่นเดียวกัน ยกเว้นแต่ว่ามีปัญหาในการรับบริการ และคงไม่ต้องถึงกับยกเลิกการใช้บัตรเครดิตกันหรอก

อย่างไรก็ดีหากอ่านมาถึงตอนนี้ คิดว่าเป็นการดีที่ทุกคนพยายามเช็คยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตของตัวเองอยู่บ่อยๆ เมื่อมีใบแจ้งหนี้มาถึง หากว่ารายการไหนดูไม่ค่อยเข้าตา ควรจะโทรไปยกเลิกอย่างเร่งด่วนทันที