ads

จริงๆแล้วหลายคนก็คงพอเดาออกกันอยู่แล้วว่า ธนาคาร หรือบริษัทบัตรเครดิต ที่เป็นรูปแบบสถาบันการเงินนั้นโดยมากแล้วเค้าหารายได้จากไหนกัน? โดยเฉพาะคนที่จ่ายค่าบัตรเครดิตไม่ตรง หรือ จ่ายไม่หมด ก็จะรู้ได้เลยว่า บริษัทบัตรเครดิตมีรายได้จากการเก็บดอกเบี้ยกับผู้ถือบัตร รวมถึงค่าปรับ ค่าทวงถามหนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือบัตรเท่านั้น ร้านค้า ร้านอาหาร ที่รับรูดบัตรเครดิตก็เช่นเดียวกัน มาลองหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ แนวทางการหารายได้ของบริษัทบัตรเครดิตกันได้ในบทความนี้

บริษัทที่เปิดรับสมัครบัตรเครดิต เค้าทำงานกันอย่างไร?

Credit Card Issuer VS Credit Card Network

เมื่อมองถึงฝั่งผู้บริโภค เราก็จะรู้แต่ว่า รูดบัตรร้านนี้ได้ลดกี่เปอร์เซ็นต์ ซื้อของออนไลน์จะได้คะแนนสะสมเท่าไหร่ ฯลฯ แต่เราอาจไม่รู้เลยว่า จริงๆแล้ว บริษัทที่ออกบัตรเครดิต ให้ได้สมัครกันนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ก็คือ บริษัทบัตรเครดิตที่เป็นผู้ออกบัตร และ เน็ตเวิร์คของบริษัทบัตรเครดิต

บริษัทผู้ที่ออกบัตรเครดิต (Credit Card Issuer) – เป็นธนาคาร หรือ สถาบันการเงิน ที่ออกบัตรเครดิตเพื่อให้ ผู้สมัครได้ใช้วงเงินในบัตรในการซื้อของ หรือ ซื้อบริการต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น บัตรเครดิต Citibank, บัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย, บัตรเครดิต SCB ที่เป็นที่รู้จักกันค่อนข้างมาก โดยที่คนที่สมัครผ่าน ก็จะเอาไปใช้เพื่อสะสมแต้ม หรือเพื่อความสะดวกสบายในการใช้จ่าย

Network ของบัตรเครดิต (Credit Card Network) – นั่นก็คือ MasterCard, Visa, JCB, ฯลฯ กลุ่มเน็ตเวิร์คพวกนี้ เป็นกลุ่มที่ทำงานในการอนุมัติยอดการใช้จ่ายในแต่ละยอด โดยมีเบื้องลึกในการทำงานในเรื่องของการใช้ Technology เข้ามาใช้ในการโยกเงินจากบัญชีหนึ่งไปอีกบัญชีหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการรูดบัตรเครดิต กับร้านอาหารร้านหนึ่ง บรรดา Network เหล่านี้ก็จะมีหน้าที่ ที่จะโอนเงินเข้าจากวงเงินบัตรเครดิต ไปยังร้านอาหารนั้นๆ โดยการโอนเงินนั้น ก็จะใช้วงเงินที่มีอยู่ในบัตร โดยการ “ให้ยืม” เงินก่อน

บริษัทที่ออกบัตรเครดิต และ Network มีการทำงานที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหารายได้ ยกตัวอย่างเช่น Network ของบัตรเครดิตจะมีรายได้จากร้านค้าที่รับรูดบัตร เพราะร้านเหล่านี้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมรูดบัตร และ บริษัทที่ออกบัตรเครดิต จะได้รายได้จากดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม จากผู้ถือบัตรโดยตรง

สรุปง่ายๆคือ บริษัท VISA, MasterCard, JCB, ฯลฯ ได้รายได้จากร้านค้า เป็นค่าธรรมเนียมรูด 2-3% ส่วน ธนาคารผู้ออกบัตร เช่น Citibank, KTC, UOB, ฯลฯ ได้รายได้จาก ดอกเบี้ย ค่าปรับ และ ค่าธรรมเนียม

อ้างอิง : https://revenuesandprofits.com/

รายได้ของ Credit Card Network ต่อปี

Card Network รายได้ต่อปี ข้อมูลล่าสุดปี อ้างอิง
VISA 627,000 ล้านบาท 2018 wiki
MASTER 380,000 ล้านบาท 2017 wiki
JCB 122,000 ล้านบาท 2018 JCB

ข้อมูลด้านบนนี้ ถูกเลือกออกมาเพียงแค่ 3 บริษัท ที่คนไทยรู้จักกันดี นั่นก็คือ VISA, MASTER, และ JCB โดยเรียงลำดับบริษัทที่มีรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมการรูดมากที่สุดคือ VISA ซึ่งมีรายได้มากถึง 6 แสนกว่าล้านบาทในปี 2018

5 วิธีการหารายได้ ของบริษัทบัตรเครดิต

ถ้าพูดถึงบริษัทบัตรเครดิต การหารายได้ของเค้านั้นก็มีอยู่ 3 ทางหลักๆ ตามด้านล่าง นั่นก็คือ ค่าดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมรายปี และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งเราจะแตกให้เห็นดังนี้

  • ดอกเบี้ย – ธนาคารเค้าจะอนุมัติวงเงินให้ก้อนหนึ่งในบัตร และจะถูกคิดดอกเบี้ยต่อเมื่อใช้บัตร ตามยอดวงเงินนั้นๆ และเมื่อถึงเวลาจ่ายคืน ไม่สามารถชำระคืนทั้งหมดได้ รวมถึง การใช้บัตรเครดิต หรือบัตรผ่อนของ ผ่อนสินค้าด้วยอัตราดอกเบี้ยตามกำหนดของทางธนาคารเจ้าของบัตร และดอกเบี้ย ยังมีการคำนวณไปถึง การกดเงินสดออกจากบัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด ด้วยนั่นเอง ทำให้ไม่สงสัยเลยว่า ผู้ที่มีบัตรเครดิต โดยมากแล้ว ทางธนาคารจะโทรมา มอบโปรโมชั่น ถอนวงเงินไปใช้จ่าย เพราะธนาคารต้องการหารายได้เพิ่มเติมนั่นเอง 
  • ค่าธรรมเนียมรายปี – บัตรเครดิตหลายใบมีค่าธรรมเนียมรายปี และธนาคารจะแจ้งก่อนทุกครั้งก่อนการสมัคร ซึ่งถ้าใครบ่นกับค่าธรรมเนียมรายปีที่มีราคา 500 บาท 2,000 บาท หรือ 7,000 บาท และแม้แต่หลักหมื่นบาทขึ้นไป บัตรที่มีค่าธรรมเนียมรายปีแพงที่สุดก็คือ บัตร American Express Centurion Card ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเศรษฐีพันล้านใช้กัน โดยจะต้องจ่ายค่าใช้บัตร 1 ครั้งที่ราคาประมาณ 200,000+ บาท และ ต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีที่ประมาณ 75,000 บาท เลยทีเดียว (อ้างอิง Americanexpress.com)
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆในการใช้บัตร – เช่นค่าปรับในการจ่ายค่าบัตรล่าช้า การทวงถามหนี้ ค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสด แต่ถ้าไม่ได้จ่ายช้า ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเหล่านี้เลย
  • ค่าอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อใช้ต่างประเทศ – เวลาเราไปต่างประเทศ การรูดบัตรเครดิตนั้น จะถูกรูดเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะมาคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้นๆ แต่ เนื่องจากบริษัทบัตรเครดิตมีวิธีการแบบ Hedging หรือการจัดการกับค่าเงินผันผวน ซึ่งก็ถือเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งของบริษัทบัตรเครดิต
  • ค่าโฆษณา Co-Brand – เราจะเห็นว่าหลังๆ บัตรเครดิตจะมีร่วมกับแบรนด์หลายๆแบรนด์ ในการจัดโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งบางแบรนด์ก็จะได้สิทธิพิเศษในการได้โฆษณาฟรี แต่บางเจ้าก็อาจจะต้องมีการเสียค่าโฆษณาโปรโมชั่นที่ติดไปกับบัตรด้วย ยกตัวอย่างการส่ง จดหมายของบริษัทบัตรเครดิตถึงบ้าน ข้างในซอง ก็จะมี แคตตาล็อคสินค้า และ โฆษณาเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่างๆ จุดนี้ ก็ยังคงเป็นรายได้ของบริษัทบัตรเครดิตด้วย

เมื่อรู้แล้วว่า บัตรเครดิต อาจเก็บอะไรเราได้บ้าง การหลีกเลี่ยงก็เป็นสิ่งที่ทำได้

เมื่อรู้ว่าบริษัทบัตรเครดิต ทำเงินจากการเก็บดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ส่วนใหญ่จากผู้ถือบัตร แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ใช้บัตรเครดิตเลย เพราะการเลี่ยงดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม ก็คือจ่ายให้ครบ จ่ายให้ตรง และ ใช้ให้ถึงวงเงินที่จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

การที่จะไม่ต้องโดนดอกเบี้ยทุกเดือน มันก็แค่เป็นการวางแผนการใช้เงินให้ถูกต้อง และรัดกุม คือใช้เท่าที่จำเป็น และใช้เท่าที่จะสามารถจ่ายได้ และท้ายที่สุดคือ “ห้ามขี้เหนียวในการจ่าย ตอนถึงรอบจ่าย” เพราะบางคน คิดว่าการเหลือยอดหลักพันบาท ที่ไม่อยากจ่าย เพราะจะเก็บเงินไว้ไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า แต่จริงๆแล้ว ยอดแค่หลักพันบาทนั้น จะถูกคิดดอกเบี้ยและจะต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

ไม่กดเงินสดออกมาใช้เพียงเพราะว่าอยากซื้อของที่อยากได้ แต่ไม่ได้จำเป็น หากจะต้องซื้อของใหญ่ๆจริงๆ ควรหาจังหวะที่มีแคมเปญผ่อน 0% หรือ จำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนจริงๆ ควรที่จะหาสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุดเช่น สินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์ หรือ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ และแม้แต่ สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน เพราะเป็นสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตกว่ามากโขเลยทีเดียว นั่นเป็นเพราะว่าบัตรเครดิตไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ในลักษณะการถอนเงิน และดอกเบี้ยไม่ได้เอื้อต่อการถอนเงินสดนั่นเอง

ไปดูบัตรเครดิตที่เหมาะกับคุณมากที่สุด ที่นี่ >>

บทความแนะนำ :

  1. 5 ธนาคารที่คนแห่สมัครบัตรเครดิต โค้งสุดท้ายปีนี้
  2. 10 โปรโมชั่น สมัครบัตรเครดิต CitiBank 
  3. สมัครบัตรเครดิต เงินเดือน 10,000 – 12,000 บาท มีด้วยหรือ?
  4. คนอื่นเขาสมัครบัตรเครดิตไว้ทำอะไรกันบ้าง?
  5. 10 เทคนิค กรอกข้อมูลสมัครบัตรเครดิต เพื่อเพิ่ม Credit Score

5 เทคนิค สำหรับคนซื้อบ้านใหม่กับบัตรเครดิต Cashback + Reward

ผ่อนมือถือ 40 เดือน 0%

กดเงินสดดอกเบี้ยฟรี 0% 3 รอบบัญชีแรก รับกระเป๋าเดินทาง Premium Trolley Bag 20 นิ้ว และสามารถใช้ผ่อน Smartphone ได้ยาวถึง 40 เดือน แบบ 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ (เช่น AIS)

More Less