Mother’s Hands (มือของแม่)

ads

เมื่อตอนเราเป็นเด็ก เวลาเราป่วยไข้ไม่สบายเรามักจะรู้สึกอยากอ้อนแม่มากเป็นพิเศษไม่รู้เพราะอะไรและเราก็มักจะรู้สึกว่าแม่จะใจดีกับเรามากเป็นพิเศษซะด้วย หายป่วยแล้วก็กลับมาซุกซนเหมือนเดิม ผู้เขียนเป็นลูกคนกลางหรือที่ฝรั่งเค้าเรียก Wednesday’s Child ทำไมน่ะหรอ เดาเอาเองว่าในหนึ่งสัปดาห์เนี่ย วันพุธ เป็นวันที่อยู่ตรงกลางพอดี เรื่องนั้นช่างเถอะ เอาเป็นว่าด้วยความที่เราเป็นเด็กเงียบๆ เป็นลูกชายคนกลาง มีพี่สาวจอมบงการหนึ่งคน และ น้องชายที่แสนซุกซนโจนทะยานอีกคน ตอนเด็กๆเราไม่รู้หรอกว่าทำไมเราถึงรู้สึกยอมไม่ได้ถ้าพี่หรือน้องได้อะไรเราต้องได้เหมือนกัน เราไม่รู้กระทั่งว่าเนี่ยมันคือนิสัยขี้อิจฉาของลูกคนกลาง มารู้เอาตอนโตแล้วได้เรียนในวิชาสุขศึกษานี่แหละ เรามีความรู้สึกว่าเราไม่มีที่อยู่ จะเป็นผู้นำก็ไม่ได้เพราะเรามีพี่ซะแล้ว (ดูว่ามันจะฉลาดกว่าเราไปซะทุกเรื่องทีเดียว) แต่จะอ้อนก็ไม่ได้เพราะเจ้าน้องจองไปแล้ว ไม่ว่าจะเวลานั่งรถไปไหนมาไหน มันจะต้องได้นั่งตักแม่ที่เบาะหน้า (บางทีเราก็อยากนั่งตรงนั้นเหมือนกันนะ 555) มีอยู่ครั้งนึงซึ่งยังจำได้จนถึงบัดนี้เลยว่าเราเห็นเงาะที่แม่ปอกเปลือกและแคะเม็ดเงาะแข็งๆออกอย่างดีทีเดียว น่าอร่อยจัง เราหยิบกินซะเลย ปรากฏว่าแม่บอกว่านั่นของน้อง ทำไมเราไม่แกะเอง จำได้ว่าเสียใจจนต้องแอบไปร้องไห้ เพราะเรื่องเงาะ 555

เจ้าเด็กอ้วนกลมคนนั้นต่อให้อธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจหรอก ว่าเงาะนั่นทำไมกินไม่ได้ บางทีเด็กๆไม่ต้องการเหตุผลหรอกนะ จริงๆแล้วก็ยังมีเรื่องราวงี่เง่าของผู้เขียนอีกหลายๆเรื่องแต่ไม่ตลกเท่าเรื่องเงาะ ขอไม่เล่าละกันนะ ก็จบไปสำหรับความบ๊องส์ของเด็กน้อยในวันนั้น เวลาผ่านไปๆนานเข้าๆจนโตเป็นวัยสะรุ่นจ้าบส์จัย ก็มีอีกเรื่องที่ไม่เข้าท่าเกิดขึ้นอีกจนได้ สงสัยฮอโมนวัยจ้าบส์มันพลุ่งพล่าน ช่วงนั้นรู้สึกว่าไม่ว่าแม่จะพูดอะไรจะทำอะไรมันช่างน่ารำคาญเสียจริง จะไปไหน ยังไง กับใคร ต้องถามซะเรื่อยเชียว (จนตอนนี้ก็ยังถามอยู่) เรารู้สึกว่าเราโตแล้ว เรามันแจ๋วจ้าบส์เป็นเด็กมัธยมปลายแล้วจะถามอะไรกันนัก เริ่มรู้สึกไม่อยากเสวนากับแม่เท่าไหร่ ไม่ค่อยถูกชะตาและหนังหน้ากันทีเดียว

จนวันหนึ่งซึ่งเป็นวันสงกรานต์และวันนี้แหละมันตรงกับวันเกิดผู้เขียน ทุกๆปีพ่อจะปลุกแต่เช้าทีเดียวให้ใส่บาตร เสร็จแล้วสายๆจะนำพระเครื่อง เสื้อยันต์ ของศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายประดามีในบ้านเนี่ยแหละ ออกมาวางเรียงบนหลังคารถ ให้พวกลูกๆขึ้นไปสรงน้ำ โดยพ่อจะผสมน้ำอบใส่ขันไว้ให้ เมื่อสรงน้ำพระแล้ว พ่อก็จะให้พวกเราเอาน้ำอบมารดมือแล้วก็จะอวยพรให้เราไม่ดื้อ ไม่ซน เรียนเก่งอะไรก็ว่าไป แล้วก็ให้เอาไปรดมือแม่ด้วย ไอ้ตอนเด็กๆมันก็สนุกอยู่นะ แต่ตอนนี้เรามันวัยจ้าบส์ไง ง่วงก็ง่วง แถมเราไม่ค่อยถูกกับแม่ซะด้วย เหตุการณ์คือเค้าก็นอนดู TV อยู่ ไอ้เราก็แหมมมมม เข้าใจัยกันป้ะ วัยจ้าบส์อ่ะ คือแบบ เอ่อ แบบว่า เอ่อ….เราโตแล้วอ่ะ เราเขิน 555 อยู่ดีๆ เก๊กๆใส่กันอยู่ทุกวันจะให้เราเข้าไปขอรดน้ำหรอ ไม่เอาอ่ะ แต่ก็แอบอยากทำอ่ะ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ สงสัยจะเป็นความเขลาของเด็กน้อยที่คิดว่าตัวเองโตแล้ว ผู้เขียนจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ แทนที่จะเรียกเค้าแล้วค่อยๆรดน้ำตามมารยาทอันดีงามของผู้เป็นลูก ทายสิว่าผู้เขียนทำอย่างไร………….หึหึหึ เราดันเอาน้ำในขันใบน้อยนั้น สาดดดดดดดดด เข้าไปที่เสื้อเค้าซะเลย นึกว่าเค้าจะขำ สิ่งที่ได้รับคือใบหน้าเรียบเฉยและสายตาอันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้พร้อมกับการเดินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เสียเลย

ที่เขียนประจานความงี่เง่าของตัวเองก็อยากให้รู้ว่าจนทุกวันนี้เรายังเขินอยู่ที่จะบอกเค้าว่ารักอย่างงั้นอย่างงี้ บ้านเราไม่เคยทำอะไรกันแบบนี้ซะหน่อย เขินตายสิ ทุกวันนี้เค้าก็ยังถามคำถามสารพัดอยู่เหมือนเดิม บ่นอยู่เหมือนเดิม บอกให้กินผักเยอะๆ เหมือนเดิม แต่ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าทุกสิ่งที่เค้าทำน่ะมันเพราะอะไร เชื่อว่าคงไม่ต้องบอก ทุกคนที่มีแม่เป็นของตัวเองน่าจะรู้ดีที่สุด ถึงใครหลายๆคนที่คุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วย หรือ เฝ้ามองท่านจากที่ใดที่หนึ่งก็ขอให้มั่นใจว่าแม่ของท่านทั้งหลายคิดไม่ต่างกับแม่ของผู้เขียนหรอก

ตอนนี้เข้าใจแล้วที่ใครต่อใครเค้าบอกว่ายังไงเราก็เป็นเด็กน้อยสำหรับแม่เสมอ มือของแม่ที่คอยบิดผ้าขนหนูมาโปะหัวตอนเราไม่สบาย คอยมาเช็ดตัวให้ตั้งแต่เด็กจนโตก็ยังเป็นมือเดิมๆ มือของแม่ไม่อ่อนนุ่มเหมือนมือสาวๆที่เราเคยจับ เพราะแม่ลำบากเพื่อเราเยอะแยะ มือของแม่ไม่เคยมีเครื่องประดับ นาฬิกา แหวน ราคาแพง แต่รู้อย่างเดียวว่า ถ้าอยู่กับแม่เราไม่เคยหิวเลย กับข้าวที่แม่ทำบางอย่างที่เราบ่นว่าเบื่อมั่ง ไม่อร่อยมั่ง พอเพื่อนๆได้กินกลับบอกว่าอร่อยมาก มือเล็กๆที่แห้งเหี่ยวและค่อนข้างหยาบกร้าน เมื่อวางอยู่บนหัวเราทำไมทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นได้ขนาดนี้ อะไรที่ทำให้เค้ามีความสุข ถ้าทำได้รีบทำเถอะ ของขวัญวันแม่คงไม่จำเป็นแค่วันแม่เท่านั้นหรอก

”รักแม่กันให้มากๆนะ”