Home บทความ ส่อง 7 วิธีการใช้ตู้เย็นอย่างประหยัดไฟ และปลอดภัย ที่ใครก็ทำได้

ส่อง 7 วิธีการใช้ตู้เย็นอย่างประหยัดไฟ และปลอดภัย ที่ใครก็ทำได้

อย่าทำ ถ้าไม่อยากให้ตู้เย็นพังเร็ว !

“ตู้เย็น” ถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัวที่ต้องเสียบปลั๊กให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แบบไม่มีวันหยุด เพราะตู้เย็นมาพร้อมคุณสมบัติเรื่องของการเก็บรักษาความเย็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม เครื่องดื่ม อาหารสด ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ทั้งยังเป็นตัวช่วยการถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่าเสียได้ง่าย ทำให้อาหารอยู่ได้นานขึ้น และหากมีวิธีใดที่จะช่วยลดการใช้ไฟของตู้เย็นลงได้ ก็คงช่วยให้ประหยัดค่าไฟซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ของบ้านลงไปได้อีกเยอะ

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีการใช้ตู้เย็นอย่างประหยัดพลังงานและปลอดภัยอยู่นั้น ลองมาดูเคล็ดลับที่เรานำมาฝากดีกว่า นอกจากช่วยประหยัดไฟให้ตู้เย็น แถมยังช่วยถนอมตู้เย็นให้ใช้ไปได้อีกนานด้วย

เคล็ดลับการใช้งานตู้เย็นอย่างประหยัดและปลอดภัย


1 ไม่ควรใช้งานตู้เย็นทันที เมื่อขนย้ายเสร็จ

ท่องไว้เลยค่ะ ไม่ว่าคุณจะเพิ่งถอยตู้เย็นมาใหม่ หรือเปลี่ยนที่ตั้งตู้เย็น ไม่ควรเสียบปลั๊กเปิดตู้เย็นใช้งานทันทีหลังการขนย้าย เพราะอาจทำให้น้ำยาคอมเพรสเซอร์รั่วไหลออกมาทำลายระบบจนเกิดความเสียหายได้ ฉะนั้น ควรปล่อยไว้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง หลังจากการเคลื่อนย้าย แล้วจึงค่อยเสียบปลั๊กใช้งานตู้เย็น

2 ปรับอุณภูมิให้เหมาะสม

เพื่อการทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพ ให้ตั้งตัวควบคุมอุณหภูมิของตู้เย็นไว้ที่ตำแหน่ง ‘MED’ และให้คงตำแหน่ง ‘MED’ นี้ไว้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้คุณปรับอุณภูมิตู้เย็นตามความเหมาะสม โดยอุณหภูมิทั่วไปที่ตู้เย็นต้องทำความเย็นจะอยู่ที่ 36-38 องศาฟาเรนไฮต์ ขณะที่อุณหภูมิช่องแช่แข็งที่เหมาะสมนั้น คือ 0-5 องศาฟาเรนไฮต์

วิธีการปรับอุณหภูมิตู้เย็น ภาพจาก panasonic.com

แต่ทั้งนี้ การปรับอุณหภูมิของตู้เย็นก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของที่แช่อยู่ในตู้เย็นด้วย หากมีของอยู่เยอะก็ควรปรับอุณหภูมิให้เย็นพอดีที่ของจะแช่อยู่ได้โดยไม่เสียเร็ว แต่ถ้ามีของแช่อยู่ในตู้เย็นน้อย ก็ควรปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นอีกนิด เพื่อประหยัดพลังงานตู้เย็น อ้อ…ยังไงช่วงเปลี่ยนฤดูกาลจากหน้าหนาวเป็นหน้าร้อน หรือหน้าร้อนเป็นหน้าหนาว ก็อย่าลืมปรับอุณหภูมิตู้เย็นให้เหมาะสมด้วย

3 ห้ามนำของร้อนจัดเข้าตู้เย็น

เชื่อว่า มีหลายคนที่อยากจิบกาแฟเย็น หรือน้ำเต้าหู้เย็น ๆ แต่ก็ไม่ชอบการใส่น้ำแข็งลงไปในเครื่องดื่ม เลยตัดสินใจนำเครื่องดื่มแก้วโปรดเข้าตู้เย็นทันที บอกเลยว่า การกระทำเช่นนี้จะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักขึ้นมาก แถมเปลืองไฟสุด ๆ นอกจากนี้อาหารอื่น ๆ ที่คุณแช่อยู่ในตู้เย็น อาจพลอยโดนผลกระทบของความร้อนไปด้วย ดังนั้น จำไว้ว่า ก่อนนำอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเข้าตู้เย็น ควรวางทิ้งไว้ให้เย็นเสียก่อนแล้วค่อยนำเข้าตู้เย็น

4 กำหนดตำแหน่งตั้งตู้เย็นให้เหมาะสม

อย่างที่บอกกันไว้ตั้งแต่ต้นว่า “ตู้เย็น” เป็นเครื่องทำความเย็นที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่ได้พัก ไม่ได้หยุด ฉะนั้น การถ่ายเทความร้อนจากตู้เย็นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ หากคุณตั้งตู้เย็นชิดผนังมากเกินไป การระบายความร้อนก็ไม่ดี ตู้เย็นจะเสียง่าย จึงควรวางตู้เย็นให้ห่างจากแผงหนังของตู้เย็นอย่างน้อย 1 ฟุต หรือ 1 ไม้บรรทัด เพื่อช่วยให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก

5 ควรเลือกตำแหน่งแช่ของให้เหมาะสม

หนึ่งในเหตุผลที่ตู้เย็นมีการแบ่งช่องแช่ของไว้หลากหลายช่อง ก็เพราะอาหารแต่ละอย่างนั้นต้องการความเย็นที่แตกต่างกัน เพื่อถนอมอาหารและยืดเวลาให้มีอายุได้นานขึ้น อย่างช่องแช่แข็งก็มีไว้สำหรับแช่ของที่จำเป็นต้องเก็บในที่เย็นจัด หรือเอาไว้ทำน้ำแข็งไว้ทานเองที่บ้าน ขณะที่ช่องเล็ก ๆ ตรงบริเวณด้านล่างแผงความเย็น ก็มีไว้สำหรับเก็บเนื้อสัตว์ ส่วนผักหรือผลไม้ก็ควรเก็บไว้ที่ช่องล่างสุด แต่หากคุณเลือกจัดเก็บอาหารแบบตามใจชอบโดยไม่สนว่าเก็บถูกต้องตามตำแหน่งหรือไม่ ? ก็อาจทำให้ตู้เย็นทำงานหนักขึ้น เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหารที่แช่อยู่

นอกจากนี้ ยังห้ามตั้งตู้เย็นใกล้กับแหล่งความร้อน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใกล้เตาแก๊ส หรือวางตรงตำแหน่งที่โดนแดดส่องแบบเต็ม ๆ เพราะทำให้ตู้เย็นของคุณทำงานหนักจากสภาพอากาศร้อนข้างนอกแถมเปลืองไฟอีกต่างหาก

6 อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย หรือเปิดทิ้งไว้นาน ๆ

ทุกครั้งที่มีการเปิดตู้เย็น อุณหภูมิภายนอกซึ่งมีความร้อนจะเข้าไปแทรกแซงอุณภูมิภายในตู้เย็นที่เย็นกว่าให้ปรวนแปร จนคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อรักษาอุณหภูมิตู้เย็นให้กลับมาเย็นคงที่เหมือนเดิม ดังนั้น หากเป็นไปได้ควรเปิดตู้เย็นเท่าที่จำเป็น และอย่าเปิดตู้เย็นทิ้งไว้นาน ๆ เพื่อลดการทำงานของตู้เย็นลง จะได้ประหยัดไฟได้มากขึ้น

7 หมั่นทำความสะอาดตู้เย็น และตรวจสอบสภาพขอบยางเป็นประจำ

เชื่อว่า หลายคนน่าจะละเลยการดูแลรักษาขอบยางตรงประตูตูเย็นกัน รอจนกระทั่งมันเสื่อมสภาพแล้วค่อยหาเปลี่ยน อันที่จริงเราควรที่จะหมั่นทำความสะอาดขอบยางประตูตู้เย็นสักปีละ 2 ครั้ง โดยใช้แปรงสีฟันขัดด้วยน้ำผสมเบคกิ้งโซดา

หลังจากนั้นให้ทำการตรวจสอบดูว่า ประตูตู้เย็นสามารถปิดได้แน่นสนิทหรือไม่ ด้วยการเอากระดาษแผ่นเล็ก ๆ สอดไว้ตรงประตู ให้มีส่วนของกระดาษยื่นออกมาจากตัวประตูแล้วปิดประตูตู้เย็นให้สนิท ถ้ากระดาษร่วงหล่นลงมาได้ง่าย ๆ แสดงว่าประตูเริ่มหลวมและปิดไม่สนิท ซึ่งส่งผลให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อรักษาอุณหภูมิให้เย็น เมื่อเป็นเช่นนี้ แนะนำว่าควรเปลี่ยนยางประตูตู้เย็นใหม่


ข้อระวังในการใช้งานตู้เย็น


นอกจากต้องรู้เคล็ดลับที่ช่วยให้คุณสามารถใช้งานตู้เย็นอย่างประหยัดและปลอดภัยแล้ว ก็ยังมีข้อควรระวังในการใช้ตู้เย็นที่ควรรู้ไว้ เพื่อยืดอายุการใช้งานตู้เย็นให้อยู่คู่ครัวของเราไปอีกนานแสนนาน

(1) ไม่ควรแช่ขวดที่เป็นแก้วไว้ในช่องแช่แข็ง เพราะความเย็นจะทำให้น้ำในขวดขยายตัว และทำให้ขวดแตกกระจาย อาจทำให้ตู้เย็นเกิดความเสียหายได้

(2) ไม่ควรจัดเก็บยา สี สารเคมีและสารไว้ไฟไว้ในตู้เย็น เพระสารเคมีเหล่านี้เป็นสารไวไฟ อาจทำให้เกิดการระเบิดได้ นอกจากนี้สารระเหยจากยาบางตัว อาจทำให้อาหารที่เก็บไว้ภายในตู้เย็นมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปได้

(3) ห้ามนำเบียร์ หรือน้ำอัดลม ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีก๊าซที่สามารถขยายตัวได้แช่ในช่องแข็ง เพราะเมื่อเจอความเย็นจัด อาจทำให้เกิดการระเบิดได้

(4) เวลาทำความสะอาดช่องแช่แข็ง ห้ามราดน้ำใส่ช่องแช่แข็งโดยตรงเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ระบบความเย็นเสียหาย ที่สำคัญอาจเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่วได้

(5) ไม่ควรใช้มีดหรือของมีคม งัดน้ำแข็งออกจากช่องแช่แข็ง เพราะจะทำให้แผงความเย็นชำรุดเสียหายได้

(6) ไม่ควรเสียบปลั๊กตู้เย็นรวมกับเต้าเสียบของเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ เนื่องจากการเสียบปลั๊กรวมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น อาจทำให้ไฟตกจนเกิดความเสียหาย ฉะนั้น เวลาเสียบปลั๊กตู้เย็นควรเลือกใช้เต้าเสียบเฉพาะอันเดียว

เป็นอย่างไรบ้าง กับคล็ดลับที่เรานำมาฝาก นอกจากช่วยประหยัดไฟให้ตู้เย็นแล้ว ยังช่วยถนอมตู้เย็นให้ใช้ไปได้อีกนานด้วย ฉะนั้น เมื่อรู้แล้วว่า การกระทำแบบไหนจะทำให้ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นสำคัญของบ้านพังไวก็ควรหลีกเลี่ยงเสีย ไม่งั้นอาจต้องเสียควักเงินในกระเป๋าซื้อตู้เย็นใหม่


READ MORE :