iPhone 11 Pro Max เด็ดกว่าทุกรุ่นอย่างไร? ราคาเท่าไหร่?

ads

คอ IOS ไม่ควรพลาดกับความคุ้มค่าของ iPhone 11 Pro Max

ตลาด Apple กำลังคึกคักกันอย่างมากในช่วงนี้ เนื่องจากกำลังจะเปิดตัวโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 รุ่น นั่นคือ iPhone 11,iPhone 11 Pro,iPhone 11 Pro Max ในวันที่ 10 กันยายน 62 นี้ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึง iPhone 11 Pro Max ซึ่งเป็นตัวท็อปของรุ่นนี้  ว่ามันดีกว่าในรุ่นเดียวกันยังไง และดีกว่า iPhone รุ่นก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง และราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ราคาเท่าไหร่

iPhone XS Max

มากันที่ตัว Top ของปีที่แล้วอย่าง iPhone XS Max ว่าสเปคของรุ่นนี้เป็นยังไงกันบ้าง

  • หน้าจอแสดงผล เป็น OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 2688 x 1242 พิกเซล 458ppi
  • มี 3D Touch
  • มี Face ID (ไม่จำเป็นต้องใส่รหัสใช้สแกนใบหน้าแทน)
  • ชิปเซ็ต : A12 Bionic Hexa Core ทำงานร่วมกับ Neural Engine
  • RAM 4 GB
  • กล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • มีฟีเจอร์ชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นด้วยการวางซ้อนบนตัวเครื่อง
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,174 mAh (บรรจุแบตได้มากกว่า iPhone 11)
  • ROM 64/256/512 GB
  • ราคาเปิดตัวเริ่มต้นราวในปีก่อนอยู่ที่ 43,900 บาท

iPhone 11

มากันที่น้องสุดในรุ่นกับสเปคที่ต่อยอดมาจาก iPhone XR มีสเปคดังต่อไปนี้

  • หน้าจอแสดงผล เป็น LCD ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 1792 x 828 พิกเซล 326 ppi
  • ไม่มี 3D Touch (ถูกเอาออกไป)
  • มี Face ID (ไม่จำเป็นต้องใส่รหัสใช้สแกนใบหน้าแทน)
  • ชิปเซ็ต Apple A13
  • RAM 4 GB (เท่ากับ iPhone XS Max)
  • กล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล (ใช้แทนกล้อง DSLR ได้เลย)
  • กล้องหลัง 2 ตัว ความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล (เท่ากับว่าโทรศัพท์ 1 เครื่องมีกล้อง 2 ตัว)
  • มีฟีเจอร์ชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นด้วยการวางซ้อนบนตัวเครื่อง
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,110 mAh
  • ROM 64/256/512 GB(ไม่มีรุ่น 128 GB กระโดดไป 256 GB เลย)
  • ราคาเริ่มต้น ราว 23,000 บาท (ถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ถูกมาก ๆ )

iPhone 11 Pro

สำหรับคนที่ชอบอะไรกลาง ๆ และราคาไม่ได้หนักมากนัก กับ iPhone 11 Pro ที่ต่อยอดมาจาก iPhone XS ในส่วนของสเปคนั้น

  • หน้าจอแสดงผล เป็น OLED ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียดของหน้าจอยู่ที่ 2436 x 1125 พิกเซล 458 ppi
  • ไม่มี 3D Touch (ถูกเอาออกเหมือนกัน)
  • มี Face ID (สำหรับสแกนเข้ารหัสเครื่องไม่ต่างกันกับ iPhone 11)
  • ชิปเซ็ต Apple A13
  • RAM 6 GB (ได้ RAM เพิ่มมาก ขึ้นจาก iPhone 11)
  • กล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล (ความละเอียดของกล้องเท่ากับ iPhone 11)
  • กล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล (แต่มีกล้องหลังถึง 3 ตัวเลยนะ)
  • มีฟีเจอร์ชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นด้วยการวางซ้อนบนตัวเครื่อง
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,190+ mAh (แบตเพิ่มไม่สูงมากนักจาก iPhone 11)
  • ROM 128/256/512 GB (ไม่มีรุ่น 64 GB)
  • ราคาเริ่มต้น ราว 30,600 บาท (ราคาสูงกว่า iPhone 11 นิดหน่อย)

iPhone 11 Pro Max

มากันที่ตัว Top สุดในรุ่นกันแล้ว มาดูสิว่ามันจะดีกว่ารุ่นอื่น ๆ ขนาดไหน

  • หน้าจอแสดงผล เป็น OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดของหน้าจออยู่ที่ 2688 x 1242 พิกเซล 458 ppi (หน้าจอกับความละเอียดภาพที่สูงกว่า iPhone 11 และ iPhone 11 Pro)
  • ไม่มี 3D Touch (ทั้ง 3 รุ่นถอดระบบนี้เหมือนกันนะครับ)
  • มี Face ID (มีเหมือนกันทั้ง 3 รุ่นนะครับ)
  • ชิปเซ็ต Apple A13
  • RAM 6 GB (RAM เท่ากับ iPhone 11 Pro)
  • กล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล (ความละเอียดเท่ากับทั้ง 3 รุ่น)
  • กล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล(มีกล้อง 3 ตัวเท่ากับ iPhone 11 Pro)
  • มีฟีเจอร์ชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นด้วยการวางซ้อนบนตัวเครื่อง
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,500+ mAh(ความจุแบตสูงมากนั่งไปกลับถนนลาดพร้าวก็น่าจะยังไม่หมด)
  • ROM 128/256/512 GB (ไม่มีรุ่น 64GB)
  • ราคาเริ่มต้น ราว 33,600 บาท (สูงกว่า iPhone 11 Pro เพียง 3 พันบาท)

ต้องบอกเลยว่าในราคารุ่นตัว Top ที่เปิดตัวด้วยราคาและสเปคแบบนี้ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับแต่ก่อนที่เปิดตัวราคาค่อนข้างแรงพอสมควร คงจะเป็นจากปีก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเนื่องจากราคาของ iPhone Xs Max นั้นตอนเปิดตัวสูงมาก จึงทำให้ยอดขายของ iPhone ปีล่าสุดตกลงอย่างเห็นได้ชัด ผมจึงคิดว่า Apple คงไม่น่าจะให้ราคาของ iPhone สูงไปกว่านี้แน่นอนครับ แต่อย่างไรก็ดีเราก็คงต้องรอลุ้นภายในงานอีกที วันที่ 10 กันยายนนี้ อีกรอบครับใครแฟนคลับ iPhone ไม่ควรพลาด

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่