Home บทความ 6 เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัว ที่สามารถใช้อย่างประหยัดพลังงานและปลอดภัยได้

6 เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัว ที่สามารถใช้อย่างประหยัดพลังงานและปลอดภัยได้

เคล็ดไม่ลับ ! สร้างห้องครัวแบบประหยัดพลังงาน

รู้หรือไม่ว่า “ห้องครัว” เป็นพื้นที่ของบ้านที่ทำให้บ้านร้อน และเป็นจุดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูง เพราะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งตู้เย็น ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว เตาไฟฟ้า พัดลมดูดอากาศ รวมไปถึงกระติกน้ำร้อนที่มักทำงานอยู่พร้อม ๆ กัน ฉะนั้น เพื่อเป็นการลดปัญหาเรื่องความร้อน พร้อมประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย และปลอดภัย

วันนี้เรามีเคล็ด (ไม่) ลับเกี่ยวกับวิธีดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัวของคุณ ให้สามารถยืดอายุการใช้งาน ทั้งประหยัดพลังงาน และสบายเงินในกระเป๋าไปพร้อม ๆ กันเลย

1  ตู้เย็น

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยยืดอายุอาหาร ผัก ผลไม้ และทำดื่มเย็น ๆ ให้คุณดับกระหายช่วงฤดูร้อน ถือเป็นเครื่องไฟฟ้าที่ต้องมีสักเครื่องติดบ้านไว้แน่นอน แต่หากละเลยที่จะดูแลรักษาตู้เย็นแล้วล่ะก็ นอกจากต้องจ่ายค่าไฟแพงเกินควร เผลอ ๆ คุณอาจต้องควักกระเป๋าซื้อตู้เย็นใหม่อีกด้วย และเพื่อดูแลรักษาตู้เย็นให้เหมือนใหม่ อยู่คู่กับเราไปนาน ๆ ลองมาดูเคล็บลับที่เรานำมาฝากเลย

  • อันดับแรก การเลือกซื้อตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กำกับ จะช่วยให้คุณประหยัดไฟได้ตั้งแต่เริ่มต้นทีเดียว
  • หมั่นทำความสะอาดและตรวจสอบสภาพของขอบยางประตูตู้เย็นเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเย็นรั่วไหลออกนอกตู้เย็น
  • ควรแช่ของในตู้เย็นให้มีปริมาณพอสมควร ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนัก
  • ปรับอุณหภูมิในตู้เย็นให้เหมาะสม ซึ่งอุณหภูมิทั่วไปที่ตู้เย็นต้องทำความเย็นจะอยู่ที่ 36-38 องศาฟาเรนไฮต์ ส่วนช่องแช่แข็งควรจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 0-5 องศาฟาเรนไฮต์
  • ควรทำความสะอาดแผงระบายความร้อนที่อยู่ด้านหลังหรือด้านใต้ของตู้เย็นอย่างน้อยปีละสองครั้ง หากปล่อยให้มีฝุ่นจับแผงระบายความร้อนนี้มากๆ ก็จะทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้น
  • ไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อย ๆ เพราะหากอากาศจากภายนอกจะเข้าไปแทนที่อากาศเย็นข้างใน ทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อทำให้อุณหภูมิกลับไปเหมือนเก่า
  • หมั่นละลายน้ำแข็งและล้างตู้เย็นเสมอ เพราะถ้ามีน้ำแข็งเกาะอยู่เยอะ จะไปขัดขวางการทำงานของตู้เย็น ส่งผลให้ต้องทำงานหนักขึ้น
  • ควรวางตู้เย็นในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ชิดกำแพงจนเกินไป และไม่ตั้งอยู่ในที่ที่มีสภาพอากาศร้อนจัด เช่น ในจุดที่แสงแดดส่องถึงเกิน 6 ชั่วโมง

2  ไมโครเวฟ

“ไมโครเวฟ” เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลาในการทำอาหารได้เป็นอย่างดี และเพื่อให้เตาไมโครเวฟอยู่คู่ครัวของคุณไปนาน ๆ การดูแลรักษาและใช้งานอย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณใช้งานเตาไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัยและประหยัดไฟด้วยนะ

  • สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอย่างแรก ในการเลือกไมโครเวฟมาใช้งานที่บ้าน คือ การเลือกซื้อไมโครเวฟที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือดูจากกำลังไฟที่ใช้ เพราะการเลือกชนิดที่กินไฟน้อยก็ย่อมเป็นการช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าไปด้วยนั่นเอง
  • ถอดปลั๊กออกเมื่อไม่ใช้งานและเมื่อจะทำความสะอาดทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยจากไฟฟ้าและคลื่นไมโครเวฟ
  • หากแผงควบคุมเปียกให้ใช้เพียงผ้าแห้งเช็ดเท่านั้น ห้ามใช้ผงซักฟอกหรือของมีคมขัดถูเพราะอาจทำให้แผงควบคุมเสียหายได้
  • ควรตั้งเตาอบไมโครเวฟไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีควรมีช่องว่างสำหรับช่วยระบายอากาศโดยรอบข้างให้เหมาะสมและไม่ควรตั้งไว้ติดผนัง
  • ไม่ควรให้เครื่องทำงานในขณะที่ไม่มีอาหารอยู่ด้านใน เพราะอาจจะทำให้เกิดเป็นประกายไฟภายในเตาได้ ซึ่งนั้นก็จะส่งผลทำให้ไมโครเวฟเสียหายนั้นเอง
  • ควรใช้ภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้งานกับไมโครเวฟได้ เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย อาทิ แก้ว เซรามิก และพลาสติกที่ทนความร้อน เป็นต้น

3 กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า

สำหรับการดูแลรักษากระติกน้ำร้อนไฟฟ้านั้น จะช่วยให้กระติกน้ำร้อนของคุณมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น แถมช่วยลดการใช้งานพลังให้น้อยลงได้อีกด้วย ที่สำคัญยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุหรืออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

  • หมั่นตรวจดูสายไฟฟ้าและขั้วปลั๊ก เพื่อดูว่ามีจุดไหนเกิดปัญหาหรือไม่ ? หากพบจะได้รีบแก้ไข
  • ใส่น้ำให้พอเหมาะกับความต้องการ อย่าใส่น้ำมากเกินไป เพราะจะทำให้สูญเสียพลังงานเพิ่มขึ้น และยังอาจทำให้กระติกได้รับความเสียหาย
  • ไม่ควรปล่อยให้น้ำในกระติกแห้ง เพราะการปล่อยให้ระดับน้ำต่ำกว่าขีดที่กำหนดจนน้ำแห้งจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรภายในกระติก จนก่อให้เกิดอันตรายได้
  • หลีกเลี่ยงการตั้งกระติกน้ำร้อนไว้ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
  • เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว ควรถอดปลั๊กออกทันที เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ไม่ควรเสียบปลั๊กทิ้งไว้ตลอดเวลา แต่หากจำเป็นต้องใช้น้ำร้อนอยู่ตลอดเวลาในระยะสั้น ๆ เช่น ในที่ทำงาน สำนักงาน แผนกต้อนรับลูกค้า ก็ไม่ควรดึงปลั๊กออก เพราะจะทำให้อุณหภูมิของน้ำลดลง การเสียบปลั๊กใหม่จะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น
  • หมั่นทำความสะอาดตัวกระติกด้านใน อย่าให้มีคราบตะกรันติดไว้ เพราะจะเป็นตัวต้านทานการถ่ายเทความร้อนจากขดลวดความร้อนไปสู่น้ำ นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มเวลาในการต้มน้ำและสูญเสียพลังงานอีกด้วย
  • เมื่อไม่ต้องการใช้กระติกแล้ว ควรล้างกระติกด้านในให้สะอาด แล้วคว่ำกระติกลง เพื่อให้น้ำออกจากตัวกระติก จากนั้นค่อยใช้ผ้าเช็ดด้านในให้แห้ง

4 หม้อหุงข้าวไฟฟ้า

เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดครัว ไม่ว่าจะสถานะใดก็ตาม เพราะแค่หม้อหุงข้าวใบเดียว ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย และทำอาหารได้หลากหลายอย่าง นอกจากจะหุงข้าวแล้ว ยังสามารถต้ม อบ และนึ่งอาหารได้อีกด้วย ดังนั้นควรดูแลรักษาให้ใช้งานได้คุ้มค่าและมีอายุการใช้งานยาวนานกันดีกว่า

  • ควรเช็ดหม้อให้แห้งก่อนหุง ไม่งั้นอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือทำให้ระบบภายในของหม้อหุงข้าวเสียหายได้
  • ขณะหุงข้าวไม่ควรเปิดฝาหม้อ เพราะทำให้สูญเสียพลังงานและเสียค่าไฟเพิ่มขึ้น
  • ขณะหุงข้าวห้ามนำผ้าหรือสิ่งของมาวางปิดหรือบังช่องระบายไอน้ำ เพราะอาจทำให้ไอน้ำไม่สามารถระบายออกมาได้ขณะที่ข้าวกำลังเดือด ส่งผลให้มีน้ำขังอยู่ในช่องระบายไอน้ำจนล้นออกมาสร้างความเสียหายแก่ตัวหม้อหุงข้าวหรือแผงวงจรภายในได้
  • อย่าดึงปลั๊กโดยการกระตุกสายไฟ และอย่าเสียบปลั๊กไฟขณะมือเปียก
  • หากพบว่า เทอร์โมสตัท หรือตัวตัดไฟ ตัดเร็วเกินไปข้าวไม่สุกหรือตัดช้าเกินไป สิ้นเปลืองค่าไฟ ควรส่งให้ช่างตรวจซ่อมทันที
  • ควรเลือกใช้ทัพพีที่มากับหม้อหุงข้าว เพราะถูกออกแบบเหมาะกับการใช้งานในหม้อหุงข้าวโดยเฉพาะ และหากใช้ทัพพีที่เป็นโลหะหรือวัสดุที่ความความแหลมคม อาจจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนกับผิวเคลือบภายในหม้อได้
  • หลังทำความสะอาดหม้อหุงข้าว ไม่ควรวางหม้อไว้ในที่ชื้น เพราะตัวหม้อจะเป็นสนิมได้ง่าย

5 เครื่องปั่นน้ำผลไม้

ปัจจุบันเครื่องปั่นน้ำผลไม้ กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกชนิดหนึ่งที่หลาย ๆ บ้านซื้อเอาไว้ใช้ปั่นน้ำผักหรือน้ำผลไม้ไว้ทานเองที่บ้าน แทนการซื้อน้ำผลไม้แบบกล่องหรือขวด ดังนั้น เมื่อมีการใช้งานเครื่องปั่นน้ำผลไม้บ่อย ๆ ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแลรักษา และทำความสะอาดให้ถูกต้อง เพื่อยืดอายุการใช้งาน และเพื่อสุขอนามัยที่ดีของคุณและคนในครอบครัว

  • ไม่ควรปั่นผลไม้หรือผักที่มีชิ้นใหญ่เกินไป แนะนำว่า หั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนนำเข้าเครื่องปั่น ที่สำคัญห้ามปั่นของที่แข็งจนเกินไปด้วยเช่นกัน
  • ในการปั่นแต่ละครั้ง ไม่ควรปั่นติดต่อกันเกิน 2 นาที (หรือระยะเวลาตามคู่มือของเครื่อง)
  • ทุกครั้งที่เครื่องปั่นทำงานใกล้จะเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งรีบดึงโถปั่นออก ควรรอให้เครื่องหยุดสนิทก่อน จึงค่อยดึงออกมา
  • ควรทำความสะอาดเครื่องปั่นเป็นประจำ และหลังจากใช้งานเสร็จไม่ควรที่จะทิ้งให้มีคราบหรืออะไรอยู่ภายในโถปั่นเป็นระยะเวลานานหรือค้างคืน

6 เครื่องดูดควัน

ช่วงหลังเกือบทุกห้องครัวมีการติดตั้ง “เครื่องดูดควัน” ซึ่งเป็นระบบระบายอากาศ ที่ทำหน้าที่คอยดูดอากาศที่ออกมาจากเตาไฟฟ้าออกไปจากห้องครัวและนำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาแทนที่ ทำให้ห้องครัวของคุณปราศจากกลิ่นอาหารที่ไม่พึงประสงค์ และเพื่อให้เครื่องดูดควันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูวิธีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและประหยัดไฟกัน

  • หมั่นทำความสะอาดตัวกรองคราบมันของตัวเครื่องดูดควันบ่อย ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องดูดควันทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ให้เปิดเครื่องดูดควันระดับต่ำสุดก่อนเริ่มทำอาหาร เพื่อให้อากาศถ่ายเท เมื่อคุณเริ่มต้นทำอาหารแล้ว อากาศในห้องครัวก็จะหมุนเวียนเรียบร้อย ทำให้คุณก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องดูดควันด้วยความเร็วที่สูงกว่านั้น ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ

และนอกจากเคล็ดลับในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เรานำมาฝากแล้ว การสร้างครัวแยกออกจากตัวบ้านก็มีส่วนช่วยประหยัดพลังงานได้ดี เนื่องจากอาหารไทยส่วนใหญ่นั้นต้องใช้ความร้อนสูงเพื่อประกอบอาหาร ทั้งจากเตาไฟ เตาแก๊ส และเตาอบ ฉะนั้น หากสร้างห้องครัวให้แยกจากตัวบ้าน จะช่วยป้องกันการฟุ้งกระจายของความร้อนได้ดี เป็นผลให้เครื่องปรับอากาศในส่วนอื่น ๆ ของบ้านไม่ต้องทำงานหนักตามไปด้วย


READ MORE :

Exit mobile version