ads

ใครเดินทางไปต่างประเทศในกลุ่มเสี่ยงกลับมาต้องกักตัวเอง 14 วัน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในปัจจุบันนั้นยังถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากการแพร่กระจายเชื้อที่มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อ พร้อมประเทศที่มีการแพร่ระบาดเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยสถานการณ์ในปัจจุบันพบว่าประเทศที่ผู้ติดเชื้อสูงสุดคือประเทศจีน รองมาคือเกาหลีใต้ ที่ตอนนี้พบผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 2,022 ราย ญี่ปุ่น 919 ราย อิตาลี 655 ราย อิหร่าน 245 ราย สิงคโปร์ 96 ราย ฮ่องกง 93 ราย สหรัฐอเมริกา 60 ราย เยอรมัน 47 ราย คูเวต 43 ราย และประเทศไทยอยู่ที่ 40 ราย โดยคาดว่าจะยังมีการเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลภาพจาก Mthai

โดยจากเคสผู้ป่วยที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้ที่ติดเชื้อที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่กำลังมีการแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรน่าในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ทั้งสิ้น โดยทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการออกมาขอความร่วมมือประชาชนในการงด หรือ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่กำลังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทย ควรกักตัวเองไว้ในบ้านเพื่อดูอาการ 14 วัน โดยทางด้านกระทรวงสาธารณสุข ได้เผยข้อมูลประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงขณะนี้ ได้แก่

  • ประเทศจีน รวมพื้นที่ปกครองพิเศษ 3 พื้นที่ คือ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน
  • สิงคโปร์
  • เกาหลีใต้
  • ญี่ปุ่น
  • อิตาลี
  • อิหร่าน

12 ขั้นตอนของการกักตัวเอง 14 วัน ควรต้องทำอะไรบ้าง?


ภายใน 14 วัน หลังเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง หรือพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีไข้ ร่วมกับอาการทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง อาทิ การไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง ไม่ควรปกปิดข้อมูลเด็ดขาด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องกักตัวเอง 14 วัน ควรต้องทำดังนี้

  1. อยู่ที่บ้าน และจำกัดคนเยี่ยม ทางทีดีไม่ควรพบปะบุคคลภายนอกเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อสู่ผู้อื่นๆ
  2. สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
  3. ควรแยกชุดในการทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นจาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น งดรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  4. ปิดฝาชักโครกทุกครั้งที่กดล้าง ลดการฟุ้งกระจายของไวรัส
  5. ไอ และจามใส่กระดาษทิชชู
  6. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ อย่างน้อย 30 วินาที หรือเจลล้างมือทันที หรือทิชชูเปียก
  7. วัดไข้ด้วยปรอทวัดไข้ทุกวัน
  8. เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
  9. แยกของใช้ส่วนตัวต่างไม่ให้ปนกับของคนอื่นในครอบครัว
  10. ล้างจานด้วยน้ำยาล้างจานก่อนใช้เสมอ
  11. หากต้องออกจากบ้าน ไม่ควรใช้รถโดยสารสาธารณะ เป็นไปได้หลีกเลี่ยงการออกไปด้านนอกดีที่สุด อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนพลุกพลาน หรือ มีคนเยอะอีกด้วย
  12. หากพบว่าเริ่มมีอาการป่วยให้พบแพทย์ทันที
ขอบคุณภาพจาก : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ในยุคนี้ยังถือได้ว่ายังมีความสะดวกหลายๆ อย่าง ในการให้บริการ พร้อมตอบโจทย์คนที่ติดบ้าน และไม่สะดวกในการเดินทาง ในช่วงที่ไวรัสโคโรน่าระบาดเช่นนี้ทำให้การเลือกสั่งซื้อสินค้า และ บริการส่งอาหารนั้นเป็นที่นิยมอย่างมาก และบริการต่างๆ ที่ให้เราไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน จะมีบริการอะไรบ้างนั้นไปดู

รวมเว็บสั่งอาหารออนไลน์ >> GRAB, GET, LINEMAN, FOODPANDAลฯ

รวมเว็บสั่งสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์  >> Tops Online, Big C Online, Shopat24, Tesco Lotus Online ฯลฯ

จ่ายบิลออนไลน์  >> สามารถเลือกชำระค่าบริการต่างๆ ผ่านทั้งแอปพลิเคชั่น Mobie Banking ในการจ่ายบิลต่างๆ อาทิ บัตรเครดิต ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ (แอปพลิเคชั่นธนาคารส่วนใหญ่สามารถใช้บริการได้เกือบทั้งหมด ในการชำระบิล)

การเติมเงินมือถือ >> การเติมเงินมือถือหากไม่สามารถออกจากบ้านได้ก็สามารถเติมได้หลายช่องทางไม่ว่าจะผ่าน Mobie Banking การเลือกตัดผ่านบัตรเครดิต หรือผ่านแอปพลิเคชั่นของเครือข่ายในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น MY AIS, True iService และ Dtac

ปรึกษาหมอออนไลน์ >> ปัจจุบันมีแอปพลิชั่นเดียวคือของ โรงพยาบาลสมิติเวช ซึ่งทางโรงพยาบาลสมิติเวชได้จับมือไทยประกันชีวิต  เปิดมิติใหม่ Healthy Life Plus สร้าง EcoHealth System เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างครบวงจร กับแอปพลิเคชั่น “Samitivej Plus” ซึ่งสามารถปรึกษาแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ ง่าย สะดวกสบาย ด้วยค่าบริการที่เหมาะสม สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Samitivej Plus ได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android

ซึ่งใครที่พึ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือ เดินทางไปยังประเทศสุ่มเสี่ยงอยู่นั้น ควรต้องดูแลตัวเองและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านเพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมในการไม่แพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นๆ เพราะถึงแม้สถานการณ์ในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่เข้าสู่ช่วงการแพร่ระบาด ของระยะที่ 3 แต่ก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแจ้งว่าอาจมีการเข้าสู่ระยะที่ 3 ในอีกไม่นาน หากเราไม่เริ่มต้นในการดูแลตัวเองและไม่แพร่ระบาดเชื้อไวรัสสู่ผู้อื่นนั่นเองนะคะ

 READ MORE :