Home บทความ มารดาประชารัฐ 2562 ได้จริงไหม? ต้องทำอย่างไร?

มารดาประชารัฐ 2562 ได้จริงไหม? ต้องทำอย่างไร?

อนาคตเด็กไทย จากแม่สู่ลูก คำมั่นสัญญาจาก “พลังประชารัฐ”

รู้ผลกันที่เรียบร้อยกับผลโหวต #นายกรัฐมนตรีคนที่30 ปรากฏว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ได้รับคะแนนอย่างท่วมท้น ชนะนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ด้วยคะแนน 500 : 244 คะแนน เป็นอันปิดฉากการอภิปรายและลงมติที่ใช้เวลานานถึง 13 ชั่วโมง

ภายหลังประกาศผลโหวตเลือกนายกฯ ไม่นาน โลกออนไลน์ผุดแฮชแท็ก #RIPTHAILAND จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในไทยและโลก ในเวลาไล่เลี่ยกันยังมี #PrayforThailand เกิดขึ้นตามมาติด ๆ ซึ่งหากไล่ดูเทรนด์ทวิตเตอร์ในไทย ตลอดสัปดาห์นี้ พบว่า มีแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทยขึ้นเทรนไม่น้อย อาทิ #เลือกนายก #ตู่พบธร #ตั้งรัฐบาล #ประชุมสภา #ธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ หรือ #Prayut

นอกจากบรรดาแฮชแท็กที่ผุดขึ้นมามากมายบนโลกโซเชียล ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ชาวเน็ตทวงถาม คือ การขอให้พรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้แก่ประชาชนตอนหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวัน, ปริญญาตรีเงินเดือน 20,000 บาท, ยกเว้นภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ 2 ปี หรือลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10%

ทั้งนี้ ยังมีอีกหนึ่งนโยบายที่ประชาชนต่างจับตามองว่า สามารถทำได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงนโยบายขายฝัน นั่นคือ นโยบายมารดาประชารัฐ ช่วยค่าฝากครรภ์ เดือนละ 3,000 บาท ค่าทำคลอด 10,000 บาท ค่าเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่เกิดถึงหกปี เดือนละ 2,000 บาท ลองไปดูรายละเอียดกันค่ะ

ภาพจาก แฟนเพจ พรรคพลังประชารัฐ

“มารดาประชารัฐ” เป็นนโยบายแบบใด มีเพื่อ ?

เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศบนเวทีหาเสียงเลือกตั้ง 2562 โดยนโยบายมารดาประชารัฐ มุ่งให้ความสำคัญกับอนาคตของเด็กไทย ด้วยการเข้ามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด และยังดูแลแบบต่อเนื่อง กระทั่งเด็กอายุ 6 ขวบ เพราะจากการวิจัยพบว่าช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการเจริญเติบโตของเด็ก คือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึง 6 ปีแรก ถ้าช่วงเวลานี้เราดูแลเขาอย่างดี เขาจะเติบโตและมีพัฒนาการที่ดี เพราะเด็กไทยเป็นอนาคตและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ

นโยบายมารดาประชารัฐ เปย์ให้กับเรื่องใด ใช้งบเท่าไหร่ ?

งบประมาณที่รัฐบาลกันมาเพื่อดำเนินการตามนโยบายมารดาประชารัฐนั้น จะถูกแจกจ่ายไปให้เหล่าคุณแม่ ดังต่อไปนี้

  • ดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท
  • ดูแลค่าคลอดบุตร จำนวน 10,000 บาท
  • ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก เดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ปี เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท

รวมทั้งสิ้นใช้งบประมาณเพื่อดูแลเด็ก 1 คน ตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนอายุถึง 6 ขวบ เป็นเงิน 181,000 บาท

มารดาประชารัฐ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพียงอย่างเดียวจริงหรือ

ใครที่กำลังมองว่า นโยบายมารดาประชารัฐ เป็นนโยบายแจกเงินเพียงอย่างเดียว คุณกำลังเข้าใจผิด เพราะนอกจากเงินช่วยเหลือในการตั้งครรภ์ นโยบายมารดาประชารัฐของพรรคพลังประชารัฐ ยังคำนึงถึงการดูแลในด้านอื่น ๆ อีก อาทิ

  • การเพิ่มเวลาดูแลบุตร
  • ผู้ปกครองสามารถลาป่วยในสิทธิของตนเอง โดยใช้ใบรับรองแพทย์ของลูกที่ป่วยแทนได้
  • คุณพ่อสามารถลางานไปช่วยเลี้ยงลูก “ก่อนและหลัง” จากที่คุณแม่คลอดบุตร ไม่เกิน 30 วัน โดยให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง
  • จัดหาสถานที่รับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน หรือในชุมชนที่ได้มาตรฐาน
  • พัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ
  • จัดการดูแลปัญหาภาวะขาดสารอาหารเฉพาะอย่าง

นอกจาก “มารดาประชารัฐ” มีนโยบายไหนที่พลังประชารัฐ เร่งผลักดัน 

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยืนยันว่า เมื่อรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศก็จะเร่งผลักดันนโยบายที่เคยให้คำสัญญากับประชาชนทันที คาดมี 7 นโยบายที่จะทำทันทีได้ คือ

1. บัตรประชารัฐ “เพิ่มคน เพิ่มสิทธิ เพิ่มทักษะ เพิ่มโอกาส” เป็นการต่อยอดจาก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

2. บ้านล้านหลัง “ผ่อนถูกกว่าเช่า ฟรีเงินดาวน์”

3. พักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 3 ปี “พักหนี้ ฟื้นฟู เติมทุน ให้โอกาส”

4. ดูแลราคาสินค้าเกษตร (ข้าว อ้อย ยาง มัน ปาล์ม)

5. เสริมแกร่ง SMEs ไทย “คนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก”

6. สปก 4.0 “ใช้ประโยชน์ โอนสิทธิ เพิ่มมูลค่า”

7. มารดาประชารัฐ “ดูแลตั้งแต่ในครรภ์”

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมารอดูกันว่า หลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นโยบายมารดาประชารัฐ จะเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ แถลงต่อรัฐสภาหรือไม่ 

และระหว่างรอรัฐบาลประกาศเดินหน้านโยบายมารดาประชารัฐ เราขอชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูประกันสุขภาพลูกน้อยเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพเตรียมพร้อมสำหรับลูกน้อย เผื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์จากหลายบริษัทให้ได้เลือกตามคุณภาพชีวิตที่เราต้องการ รวมถึงกำลังทรัพย์ที่เราพอจะจ่ายไหวแบบต่อเนื่องไม่เดือดร้อนตัวเองจนเกินไป


READ MORE :

Exit mobile version